หน้าที่หลัก ๆ ของ WordPress คือ แสดงบทความ ที่ user แทบทุกคนจะเห็นเหมือน ๆ กัน ดังนั้นแทนที่จะ render ข้อมูลใหม่ทุกครั้ง ก็ควรใช้ Cache ช่วยให้เว็บเร็วขึ้น performance ดีขึ้น อาจจะใช้ plugins เช่น W3 Total Cache
การใช้ งาน W3 Total Cache ทำได้โดยการติดตั้ง เหมือน plugins ตามปกตินั่นละ การใช้งานจริง ๆ มันก็มีตัวเลือกมากมาย ให้ใช้ แต่จะเขียนไว้ แค่ง่าย ๆ 2 ส่วน
การดูว่า php extension ที่ควรจะมีได้เปิดใช้งาน หรือติดตั้งครบรึยัง
- login เข้า wp-admin ของ WordPress
- คลิก plugins
- เลือก W3 Total Cache
- คลิก Settings
- บาร์ด้านบน ไปที่ Info
- คลิก Compatibility Test
- จะเห็น php extension ว่ามีหรือติดตั้งครบรึยัง
- พยามติดตั้งให้มากที่สุดเพื่อจะได้เป็นตัวเลือกในการปรับ performance
การปรับ performance ตามคำแนะนำ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดในการปรับแต่งที่ซับซ้อน แต่เลือกตัวเลือกที่เป็น + ก็พอ
- login เข้า wp-admin ของ WordPress
- คลิก plugins
- เลือก W3 Total Cache
- คลิก Settings
- บาร์ด้านบน ไปที่ Tools
- คลิก Setup Guide
- จะเปลี่ยนไปหน้า Welcome to the W3 Total Cache Setup Guide!
- ด้านล่าง คลิก NEXT
- คลิก Test Page Cache
- เลือกตัวเลือกที่มีสีเขียว หรือ มีค่าติดลบ เช่น -51.08% ( แปลว่าลดเวลาลง ) มากที่สุด อย่าง
Memcached 87.22 -85.11%
- ด้านล่าง คลิก NEXT
- คลิก Test Database Cache
- ทำเหมือนเดิม แล้วไปที่ Test Object Cache
- Test Browser Cache
- Image Optimization
- Lazy Load
- More Caching Options
mทดลองดูเว็บหลาย ๆ หน้าว่ามีอะไรที่ผิดปกติ จากนั้นทดลองปรับ setting แบบอื่น ๆ ดู ตัว W3 Total Cache ถึงเป็น version free ก็สามารถช่วยปรับแต่งให้เว็บเราได้อย่างละเอียด