คำว่า “Magi” ( มาจาย หรือ เมไจ ) มีรากเหง้าที่น่าสนใจมากครับ เพราะมันเชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง และความเชื่อทางศาสนาเข้าด้วยกัน ผมสรุปที่มาให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ครับ
รากศัพท์ ( Etymology )
- ภาษาเปอร์เซียโบราณ: คำนี้มาจากคำว่า “maguš” ซึ่งใช้เรียกชนเผ่าหนึ่งในอาณาจักรมีดีส ( Medes ) ที่ทำหน้าที่เป็นสมณะหรือผู้ประกอบพิธีกรรม
- ภาษาภาษากรีก: กลายเป็นคำว่า “magos” ( μάγος ) ซึ่งชาวกรีกใช้เรียกนักบวชชาวเปอร์เซียที่มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์และเวทมนตร์
- ภาษาละติน: กลายเป็นคำว่า “magus” ( เอกพจน์ ) และ “magi” ( พหูพจน์ ) ซึ่งเป็นคำที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน
กลุ่มคนในประวัติศาสตร์
ในสมัยอาณาจักรเปอร์เซีย ( โซโรอัสเตอร์ ) Magi คือกลุ่มชนชั้นสูงที่มีบทบาทสำคัญมาก
- นักบวช: เป็นผู้ดูแลไฟศักดิ์สิทธิ์และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
- ที่ปรึกษา: ด้วยความที่พวกเขามีความรู้สูง จึงมักเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการเมืองและฤกษ์ยาม
- นักปราชญ์: พวกเขาเชี่ยวชาญด้าน ดาราศาสตร์ ( Astronomy ) และ โหราศาสตร์ ( Astrology ) ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นศาสตร์เดียวกัน
อิทธิพลต่อวัฒนธรรมและภาษา
คำว่า Magi ทิ้งมรดกไว้ในภาษาอังกฤษที่เราใช้กันทุกวันนี้
- Magic ( เวทมนตร์ ): มาจากความเชื่อของชาวกรีกที่มองว่าพิธีกรรมลึกลับของพวก Magi คือสิ่งเหนือธรรมชาติ
- Magician ( นักมายากล / ผู้ใช้เวทมนตร์ ): ผู้ที่สืบทอดนิยามของการใช้พลังที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ
Magi ในคัมภีร์ไบเบิล
หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Magi จากเรื่องราวของ “Three Wise Men” ( โหราจารย์ทั้งสาม ) ที่เดินทางตามดวงดาวเพื่อไปเข้าเฝ้าพระกุมารเยซู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในยุคนั้น Magi คือสัญลักษณ์ของผู้มีความรู้ที่สามารถ “อ่าน” สัญญาณจากฟากฟ้าได้นั่นเองครับ
อ่านเพิ่มเติม