Kinetic Art หรือศิลปะที่เน้นการเคลื่อนไหวในลักษณะประเภทที่วางสิ่งของไกล้ ๆ กัน แล้วผลัก ทำให้วงจรทำงานในภาพยนต์ (Dumb and Dumber, Dumb and Dumber To) คือการนำสิ่งของมาวางเรียงต่อ ๆ กัน ใกล้ ๆ กัน แล้วพอเราไปผลักหรือกระตุ้นชิ้นแรก มันจะส่งแรงกระทบกันไปเป็นทอด ๆ จนทำให้กลไกหรือวงจรปลายทางทำงาน—เราเรียกศิลปะหรือกลไกประเภทนี้ว่า “Rube Goldberg Machine” (เครื่องจักรพิลึกพิลั่น) หรือในฝั่งญี่ปุ่นจะคุ้นเคยกันดีในชื่อ “PythagoraSwitch” (ピタゴラスイッチ – ปิตะโกะระ สวิตช์) ครับ
นอกจากนี้ในทางศิลปะและการออกแบบยังมีชื่อเรียกเฉพาะที่ตรงกับลักษณะนี้อีกหลายชื่อ ดังนี้ครับ
Rube Goldberg Machine
เป็นคำสากลที่สุดที่ใช้เรียกเครื่องจักรที่ทำงานซับซ้อนเกินความจำเป็น โดยใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) เพื่อทำงานง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว (เช่น การกดสวิตช์ไฟ, การเทน้ำใส่แก้ว หรือการจุดไม้ขีดไฟ)
- ที่มา: ตั้งชื่อตาม Rube Goldberg นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกันที่ชอบวาดภาพเครื่องจักรดีไซน์หลุดโลกเหล่านี้ลงหนังสือพิมพ์
PythagoraSwitch (กลไกปิตะโกะระ)
เป็นชื่อที่คนไทยและคนเอเชียคุ้นเคยกันมากที่สุด มาจากรายการเด็กช่อง NHK ของญี่ปุ่นที่โชว์การสร้างกลไกปฏิกิริยาลูกโซ่ขนาดเล็กจิ๋วสุดสร้างสรรค์ โดยใช้ของใช้รอบตัว เช่น ลูกแก้ว, ดินสอ, ไม้บรรทัด, หนังยาง วิ่งไปตามรางเพื่อไปกดสวิตช์หรือเปิดป้ายตอนท้าย
Chain Reaction Art / Kinetic Chain Reaction
ถ้าพูดในเชิงงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ศิลปินมักจะเรียกผลงานประเภทนี้ว่า “Chain Reaction” (ปฏิกิริยาลูกโซ่) หรือ “Domino Effect” (ปรากฏการณ์โดมิโน) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ Kinetic Art ที่เน้นการถ่ายทอดพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ผลงานระดับตำนานที่แนะนำให้ค้นหาดูเพิ่มเติม
“The Way Things Go” (Der Lauf der Dinge – 1987): ภาพยนตร์ศิลปะความยาว 30 นาทีโดยศิลปินชาวสวิส Peter Fischli และ David Weiss ที่สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่สุดทึ่งในโกดังโดยใช้ ถังน้ำมัน, ยางรถยนต์, ไฟ, และสารเคมี ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบ Kinetic Art ประเภทนี้ที่โด่งดังที่สุดในโลกครับ
อ่านเพิ่มเติม