วัน: 19 พฤษภาคม 2017

บทบาทและการสูญเสียอำนาจของ Cardinal Thomas Wolsey หลังวิกฤต Amicable Grant และปัญหาการหย่าร้างของ Henry VIIIบทบาทและการสูญเสียอำนาจของ Cardinal Thomas Wolsey หลังวิกฤต Amicable Grant และปัญหาการหย่าร้างของ Henry VIII

ความตกต่ำของ คาร์ดินัลทอมัส วอลซีย์ (Cardinal Thomas Wolsey) ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนคลาสสิกของการเมืองในราชสำนักทิวดอร์ วอลซีย์ไต่เต้าจากบุตรชายคนขายเนื้อในอิปสวิชจนกลายเป็น Alter Rex หรือ “กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง” ผู้กุมอำนาจทั้งศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักร ทว่าอำนาจอันล้นฟ้านั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวคือ ความสามารถในการสนองพระประสงค์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เมื่อเงื่อนไขนั้นพังทลายลง การล่มสลายจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด


รอยร้าวแรก: ผลกระทบจากวิกฤต Amicable Grant (1525)

ก่อนปี 1525 วอลซีย์คือผู้บริหารที่กษัตริย์ทรงมองว่า “จัดการได้ทุกเรื่อง” แต่ความล้มเหลวของ Amicable Grant ได้ทำลายเกราะกำบังทางการเมืองของเขาไปหลายด้าน

  • การสูญเสียความน่าเชื่อถือด้านการเงินและการบริหาร
    การประท้วงหยุดชะงักทั่วราชอาณาจักรทำให้พระเจ้าเฮนรีทรงเห็นเป็นครั้งแรกว่า วอลซีย์ประเมินขีดจำกัดของประชาชนและขุนนางผิดพลาดอย่างร้ายแรง
  • กษัตริย์เริ่มตีตัวออกห่าง
    เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของราชบัลลังก์ เฮนรีทรงปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนความผิดให้วอลซีย์ ทำให้สถานะ “มือขวาที่แตะต้องไม่ได้” ของวอลซีย์เริ่มสั่นคลอน
  • กลุ่มต่อต้านในราชสำนักได้ช่อง
    กลุ่มขุนนางสายเลือดเก่า เช่น ดยุกแห่งนอร์ฟอล์ก และดยุกแห่งซัฟฟอล์ก ซึ่งเกลียดชังชนชั้นล่างผู้ทะเยอทะยานอย่างวอลซีย์มาโดยตลอด เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะโค่นล้มเขา

ทางตันของ “เรื่องใหญ่ของกษัตริย์” (The King’s Great Matter)

ตั้งแต่ปี 1527 ความสนใจของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เปลี่ยนจากสงครามยุโรปไปสู่ปัญหาการสืบราชบัลลังก์ พระองค์ต้องการยกเลิกการสมรสกับ พระนางแคเธอรีนแห่งอารากอน เพื่อไปอภิเษกสมรสใหม่กับ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) โดยเชื่อมั่นว่าวอลซีย์ในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปาประจำอังกฤษ (Legate a latere) จะจัดการให้ได้โดยง่าย

ทว่าวอลซีย์ตกอยู่ในกับดักทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่อาจคลี่คลาย

  1. การปิดล้อมโรม (Sack of Rome 1527)
    กองทัพของจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 บุกทำลายกรุงโรมและจับพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7 ไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งคาร์ลที่ 5 มีศักดิ์เป็น หลานชายแท้ ๆ ของพระนางแคเธอรีน ทำให้พระสันตะปาปาไม่กล้าอนุมัติการหย่าร้างให้เฮนรี
  2. การตั้งศาลแบล็กไฟรอัมส์ (Blackfriars, 1529)
    วอลซีย์พยายามจัดตั้งศาลศาสนจักรขึ้นในอังกฤษร่วมกับคาร์ดินัลกัมเปจโจ (Cardinal Campeggio) ผู้แทนจากโรม แต่พระนางแคเธอรีนทรงแสดงความเด็ดเดี่ยว คุกเข่าวิงวอนต่อหน้าพระสวามี และยื่นอุทธรณ์คดีกลับไปยังกรุงโรมโดยตรง
  3. การประวิงเวลาของโรม
    ในเดือนกรกฎาคม 1529 พระสันตะปาปาทรงเรียกคดีกลับไปพิจารณาที่โรม ส่งผลให้แผนการของวอลซีย์ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

พันธมิตรฝ่ายตรงข้ามและการถูกตัดขาด

เมื่อวอลซีย์ไม่สามารถนำใบหย่ามาถวายได้ ศัตรูในราชสำนักก็รวมตัวกันปิดล้อม

  • ตระกูลโบลีน (The Boleyn Faction)
    แอนน์ โบลีน และครอบครัวเริ่มโน้มน้าวพระเจ้าเฮนรีว่า วอลซีย์จงใจประวิงเวลาและสมคบคิดกับสันตะสำนักอย่างลับ ๆ เพื่อไม่ให้การแต่งงานเกิดขึ้น
  • การสูญเสียที่พำนักและทรัพย์สมบัติ
    ในเดือนตุลาคม 1529 วอลซีย์ถูกถอดจากตำแหน่งลอร์ดแชนเซลเลอร์ พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต (Hampton Court) และคฤหาสน์ยอร์กเพลส (York Place ซึ่งต่อมาคือไวท์ฮอลล์) ที่เขาสร้างอย่างหรูหราถูกริบเข้าพระคลังหลวง

ข้อหาแพรมูไนรี (Praemunire) และจุดจบ

เพื่อกำจัดวอลซีย์อย่างเด็ดขาด ฝ่ายต่อต้านได้ฟื้นฟูกฎหมายโบราณที่เรียกว่า Statute of Praemunire โดยกล่าวหาว่าการใช้อำนาจผู้แทนพระสันตะปาปาของเขานั้น เป็นการนำอำนาจจากต่างชาติ (โรม) มาละเมิดพระราชอำนาจสูงสุดของกษัตริย์อังกฤษ

  • วอลซีย์ถูกเนรเทศให้เดินทางขึ้นเหนือไปยังเขตอัครสังฆมณฑลยอร์กของตนเอง
  • ในเดือนพฤศจิกายน 1530 ขณะที่พยายามรวบรวมการสนับสนุนในฝ่ายศาสนจักร เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ (Treason) จากการติดต่อกับราชสำนักฝรั่งเศสอย่างลับๆ และถูกสั่งให้นำตัวกลับมาลอนดอนเพื่อรับการพิจารณาคดี

ระหว่างการเดินทางลงใต้ สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว วอลซีย์ถึงแก่อสัญกรรมที่แอบบีย์เลสเตอร์ (Leicester Abbey) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1530 ก่อนที่จะถูกนำตัวขึ้นสู่ลานประหาร

“หากข้าพเจ้ารับใช้พระผู้เป็นเจ้าอย่างซื่อสัตย์ เท่ากับที่ได้รับใช้พระมหากษัตริย์ พระองค์คงไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้าในยามผมหงอกเช่นนี้”

— ถ้อยคำสุดท้ายของวอลซีย์ก่อนสิ้นใจ

การล่มสลายของวอลซีย์ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของข้าราชสำนักที่ทรงอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ แต่ยังส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่: พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ตระหนักว่าหากพระสันตะปาปาไม่ยอมมอบอำนาจให้ พระองค์ก็ต้องฉีกขาดจากโรมเสียเอง ซึ่งเปิดทางให้ ทอมัส ครอมเวลล์ (Thomas Cromwell) ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ (English Reformation) ในเวลาต่อมา