PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology บทบาทและการสูญเสียอำนาจของ Cardinal Thomas Wolsey หลังวิกฤต Amicable Grant และปัญหาการหย่าร้างของ Henry VIII

บทบาทและการสูญเสียอำนาจของ Cardinal Thomas Wolsey หลังวิกฤต Amicable Grant และปัญหาการหย่าร้างของ Henry VIII

ความตกต่ำของ คาร์ดินัลทอมัส วอลซีย์ (Cardinal Thomas Wolsey) ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนคลาสสิกของการเมืองในราชสำนักทิวดอร์ วอลซีย์ไต่เต้าจากบุตรชายคนขายเนื้อในอิปสวิชจนกลายเป็น Alter Rex หรือ “กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง” ผู้กุมอำนาจทั้งศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักร ทว่าอำนาจอันล้นฟ้านั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวคือ ความสามารถในการสนองพระประสงค์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เมื่อเงื่อนไขนั้นพังทลายลง การล่มสลายจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด


รอยร้าวแรก: ผลกระทบจากวิกฤต Amicable Grant (1525)

ก่อนปี 1525 วอลซีย์คือผู้บริหารที่กษัตริย์ทรงมองว่า “จัดการได้ทุกเรื่อง” แต่ความล้มเหลวของ Amicable Grant ได้ทำลายเกราะกำบังทางการเมืองของเขาไปหลายด้าน

  • การสูญเสียความน่าเชื่อถือด้านการเงินและการบริหาร
    การประท้วงหยุดชะงักทั่วราชอาณาจักรทำให้พระเจ้าเฮนรีทรงเห็นเป็นครั้งแรกว่า วอลซีย์ประเมินขีดจำกัดของประชาชนและขุนนางผิดพลาดอย่างร้ายแรง
  • กษัตริย์เริ่มตีตัวออกห่าง
    เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของราชบัลลังก์ เฮนรีทรงปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนความผิดให้วอลซีย์ ทำให้สถานะ “มือขวาที่แตะต้องไม่ได้” ของวอลซีย์เริ่มสั่นคลอน
  • กลุ่มต่อต้านในราชสำนักได้ช่อง
    กลุ่มขุนนางสายเลือดเก่า เช่น ดยุกแห่งนอร์ฟอล์ก และดยุกแห่งซัฟฟอล์ก ซึ่งเกลียดชังชนชั้นล่างผู้ทะเยอทะยานอย่างวอลซีย์มาโดยตลอด เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะโค่นล้มเขา

ทางตันของ “เรื่องใหญ่ของกษัตริย์” (The King’s Great Matter)

ตั้งแต่ปี 1527 ความสนใจของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 เปลี่ยนจากสงครามยุโรปไปสู่ปัญหาการสืบราชบัลลังก์ พระองค์ต้องการยกเลิกการสมรสกับ พระนางแคเธอรีนแห่งอารากอน เพื่อไปอภิเษกสมรสใหม่กับ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) โดยเชื่อมั่นว่าวอลซีย์ในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปาประจำอังกฤษ (Legate a latere) จะจัดการให้ได้โดยง่าย

ทว่าวอลซีย์ตกอยู่ในกับดักทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่อาจคลี่คลาย

  1. การปิดล้อมโรม (Sack of Rome 1527)
    กองทัพของจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 บุกทำลายกรุงโรมและจับพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7 ไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งคาร์ลที่ 5 มีศักดิ์เป็น หลานชายแท้ ๆ ของพระนางแคเธอรีน ทำให้พระสันตะปาปาไม่กล้าอนุมัติการหย่าร้างให้เฮนรี
  2. การตั้งศาลแบล็กไฟรอัมส์ (Blackfriars, 1529)
    วอลซีย์พยายามจัดตั้งศาลศาสนจักรขึ้นในอังกฤษร่วมกับคาร์ดินัลกัมเปจโจ (Cardinal Campeggio) ผู้แทนจากโรม แต่พระนางแคเธอรีนทรงแสดงความเด็ดเดี่ยว คุกเข่าวิงวอนต่อหน้าพระสวามี และยื่นอุทธรณ์คดีกลับไปยังกรุงโรมโดยตรง
  3. การประวิงเวลาของโรม
    ในเดือนกรกฎาคม 1529 พระสันตะปาปาทรงเรียกคดีกลับไปพิจารณาที่โรม ส่งผลให้แผนการของวอลซีย์ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

พันธมิตรฝ่ายตรงข้ามและการถูกตัดขาด

เมื่อวอลซีย์ไม่สามารถนำใบหย่ามาถวายได้ ศัตรูในราชสำนักก็รวมตัวกันปิดล้อม

  • ตระกูลโบลีน (The Boleyn Faction)
    แอนน์ โบลีน และครอบครัวเริ่มโน้มน้าวพระเจ้าเฮนรีว่า วอลซีย์จงใจประวิงเวลาและสมคบคิดกับสันตะสำนักอย่างลับ ๆ เพื่อไม่ให้การแต่งงานเกิดขึ้น
  • การสูญเสียที่พำนักและทรัพย์สมบัติ
    ในเดือนตุลาคม 1529 วอลซีย์ถูกถอดจากตำแหน่งลอร์ดแชนเซลเลอร์ พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต (Hampton Court) และคฤหาสน์ยอร์กเพลส (York Place ซึ่งต่อมาคือไวท์ฮอลล์) ที่เขาสร้างอย่างหรูหราถูกริบเข้าพระคลังหลวง

ข้อหาแพรมูไนรี (Praemunire) และจุดจบ

เพื่อกำจัดวอลซีย์อย่างเด็ดขาด ฝ่ายต่อต้านได้ฟื้นฟูกฎหมายโบราณที่เรียกว่า Statute of Praemunire โดยกล่าวหาว่าการใช้อำนาจผู้แทนพระสันตะปาปาของเขานั้น เป็นการนำอำนาจจากต่างชาติ (โรม) มาละเมิดพระราชอำนาจสูงสุดของกษัตริย์อังกฤษ

  • วอลซีย์ถูกเนรเทศให้เดินทางขึ้นเหนือไปยังเขตอัครสังฆมณฑลยอร์กของตนเอง
  • ในเดือนพฤศจิกายน 1530 ขณะที่พยายามรวบรวมการสนับสนุนในฝ่ายศาสนจักร เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ (Treason) จากการติดต่อกับราชสำนักฝรั่งเศสอย่างลับๆ และถูกสั่งให้นำตัวกลับมาลอนดอนเพื่อรับการพิจารณาคดี

ระหว่างการเดินทางลงใต้ สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว วอลซีย์ถึงแก่อสัญกรรมที่แอบบีย์เลสเตอร์ (Leicester Abbey) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1530 ก่อนที่จะถูกนำตัวขึ้นสู่ลานประหาร

“หากข้าพเจ้ารับใช้พระผู้เป็นเจ้าอย่างซื่อสัตย์ เท่ากับที่ได้รับใช้พระมหากษัตริย์ พระองค์คงไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้าในยามผมหงอกเช่นนี้”

— ถ้อยคำสุดท้ายของวอลซีย์ก่อนสิ้นใจ

การล่มสลายของวอลซีย์ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของข้าราชสำนักที่ทรงอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ แต่ยังส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่: พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ตระหนักว่าหากพระสันตะปาปาไม่ยอมมอบอำนาจให้ พระองค์ก็ต้องฉีกขาดจากโรมเสียเอง ซึ่งเปิดทางให้ ทอมัส ครอมเวลล์ (Thomas Cromwell) ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ (English Reformation) ในเวลาต่อมา


Exit mobile version