PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology ภาษีมิตรภาพ Amicable Grant (1525)

ภาษีมิตรภาพ Amicable Grant (1525)

ภาษีมิตรภาพ (Amicable Grant) ปี 1525 ไม่ใช่เงินบริจาคด้วยความสมัครใจตามชื่ออันไพเราะ แต่เป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการคลังและการเมืองที่ตึงเครียดที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (Henry VIII) ซึ่งเกือบจุดชนวนสงครามกลางเมืองในอังกฤษ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมอำนาจของพระคาร์ดินัลทอมัส วอลซีย์ (Thomas Wolsey)


จุดเริ่มต้น: ชัยชนะที่ปาเวียและความทะเยอทะยานของกษัตริย์

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1525 กองทัพจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ได้รับชัยชนะเด็ดขาดเหนือกองทัพฝรั่งเศสใน ยุทธการที่ปาเวีย (Battle of Pavia) ส่งผลให้พระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 แห่งฝรั่งเศสตกเป็นเชลย

พระเจ้าเฮนรีที่ 8 มองเห็นโอกาสทองที่จะฟื้นฟูการอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสที่กษัตริย์อังกฤษใฝ่ฝันมาตลอดนับแต่สงครามร้อยปี พระองค์ต้องการยกทัพบุกฝรั่งเศสทันทีเพื่อแบ่งเค้กดินแดนร่วมกับสเปน ทว่าปัญหาใหญ่หลวงคือ ท้องพระคลังว่างเปล่า สงครามก่อนหน้านั้นผลาญเงินสำรองของอังกฤษจนแทบไม่เหลือ


กลอุบายเลี่ยงรัฐสภาของคาร์ดินัลวอลซีย์

ภาระการหาเงินเร่งด่วนตกเป็นของ ลอร์ดแชนเซลเลอร์ ทอมัส วอลซีย์ โดยปกติการเก็บภาษีพิเศษต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา (Parliament) แต่วอลซีย์รู้ดีว่า:

  1. การเรียกประชุมสภาต้องใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งจะทำให้พลาดโอกาสในการทำศึก

    ในการประชุมรัฐสภาปี 1523 วอลซีย์เพิ่งถูกสมาชิกสภาและประชาชนต่อต้านอย่างหนักเมื่อพยายามขอขึ้นภาษี

วอลซีย์จึงใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายราชสำนัก ประกาศเก็บเงินที่เรียกว่า “Amicable Grant” (เงินช่วยเหลือด้วยมิตรภาพ) โดยอ้างว่าเป็น “เงินช่วยเหลือด้วยความสมัครใจต่อองค์อธิปัตย์” เพื่อเลี่ยงการผ่านสภา แต่ในความเป็นจริง กลับมีสภาพบังคับและอัตราเรียกเก็บที่สูงลิบลิ่ว:

  • ฆราวาสทั่วไป: เสียภาษีประมาณ 1 ใน 6 ของมูลค่าทรัพย์สินหรือรายได้ (ราว 16.6%)

    พระสงฆ์และนักบวช: เสียภาษีสูงถึง 1 ใน 3 ของรายได้ (ราว 33.3%)


ปฏิกิริยาของสังคม: “หากเราไม่มีเงิน เราจะให้อะไรได้?”

ชื่อ “มิตรภาพ” กลายเป็นการเสียดสีที่สร้างความโกรธแค้นไปทั่วแผ่นดิน ประชาชนมองว่านี่เป็นการขูดรีดที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิตามกฎบัตรแมกนาคาร์ตา

ภูมิภาคการตอบสนองลอนดอนพ่อค้าและชนชั้นนำปฏิเสธการจ่ายอย่างเปิดเผย นายกเทศมนตรีลอนดอนเตือนวอลซีย์ว่าการบีบบังคับอาจนำไปสู่การจลาจลเคนต์และอีสต์แองเกลียประชาชนรวมตัวประท้วง ช่างทอผ้าและแรงงานต่างปฏิเสธเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและราคาอาหารตกต่ำอยู่ก่อนแล้วซัฟฟอล์ก (Suffolk)ศูนย์กลางการต่อต้านที่รุนแรงที่สุด มีการรวมตัวของชาวบ้านติดอาวุธกว่า 4,000 คน นำโดยช่างฝีมือในท้องถิ่น

เมื่อดยุกแห่งนอร์ฟอล์กและดยุกแห่งซัฟฟอล์กถูกส่งไปปราบปรามการประท้วงที่เลเวนแฮม (Lavenham) พวกเขาถามกลุ่มผู้ชุมนุมว่าใครเป็นผู้นำ แกนนำชาวบ้านตอบกลับอย่างเจ็บแสบว่า:

“ผู้นำของเราคือ ‘ความยากแค้น’ (Poverty) เพราะความอดอยากและความจนเป็นผู้ชักนำให้เราต้องจับอาวุธขึ้นมา”

ดยุกทั้งสองตระหนักดีว่าทหารในสังกัดของตนก็ไม่เต็มใจจะต่อสู้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน จึงเลือกเจรจาแทนการใช้กำลังนองเลือด


ผลลัพธ์และจุดเปลี่ยนทางการเมือง

เมื่อตระหนักว่าประเทศสุ่มเสี่ยงต่อการก่อกบฏเต็มรูปแบบ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 จึงทรงเข้าแทรกแซงอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินยุทธวิธีทางการเมือง:

  1. ถอยและยกเลิก: สั่งยกเลิกการเก็บ Amicable Grant ทันทีในเดือนพฤษภาคม 1525 และประกาศพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ก่อความไม่สงบทุกคน

    โยนความผิดให้วอลซีย์: กษัตริย์ทรงอ้างว่าพระองค์ไม่เคยทราบรายละเอียดอัตราภาษีที่สูงเกินควร และทรงผลักภาระความผิดพลาดทั้งหมดไปให้คาร์ดินัลวอลซีย์แต่เพียงผู้เดียว

    พับแผนบุกฝรั่งเศส: อังกฤษจำต้องละทิ้งความฝันในการพิชิตฝรั่งเศส และหันไปลงนามในสนธิสัญญา The More เพื่อประนีประนอมกับฝรั่งเศสแทน


บทเรียนทางประวัติศาสตร์

Amicable Grant ปี 1525 ถือเป็นบททดสอบขอบเขตอำนาจของราชวงศ์ทิวดอร์ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้พระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจเด็ดขาดเพียงใด แต่การเก็บภาษีโดยปราศจากความยินยอมของรัฐสภาและเกินขีดความสามารถของราษฎรยังคงเป็น “เส้นตาย” ที่ไม่อาจข้ามได้

นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าวระหว่างพระเจ้าเฮนรีที่ 8 และคาร์ดินัลวอลซีย์ ซึ่งส่งผลให้วอลซีย์สูญเสียความไว้วางใจจากกษัตริย์ และเมื่อเผชิญกับวิกฤตการหย่าร้างของพระนางแคเธอรีนแห่งอารากอนในเวลาต่อมา วอลซีย์ก็หมดหนทางรอดจนนำไปสู่การตกต่ำลงในที่สุด


Exit mobile version