หมวดหมู่: Security

PDPA ของประเทศไทยPDPA ของประเทศไทย

PDPA ( Personal Data Protection Act ) หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ของประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมากต่อทั้งบุคคลธรรมดาและองค์กรธุรกิจ


สรุปสาระสำคัญของกฎหมาย PDPA ( ไทย )

PDPA คือ กฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครอง “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของพวกเราทุกคน ไม่ให้ถูกนำไปใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยโดยที่เราไม่ยินยอม หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด


ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ?

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

  • ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป: ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, เลขบัตรประชาชน, ทะเบียนรถ หรือแม้แต่ข้อมูลระบุตัวตนทางดิจิทัลอย่าง IP Address
  • ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ( Sensitive Data ): ข้อมูลที่มีความเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติ เช่น เชื้อชาติ, ศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง, ประวัติอาชญากรรม, ข้อมูลสุขภาพ, ข้อมูลพันธุกรรม และข้อมูลชีวภาพ ( ลายนิ้วมือ / ใบหน้า )

ตัวละครสำคัญใน PDPA

  • เจ้าของข้อมูล ( Data Subject ): คือตัวเรา ผู้เป็นเจ้าของข้อมูล
  • ผู้ควบคุมข้อมูล ( Data Controller ): คนหรือบริษัทที่มีอำนาจตัดสินใจว่า จะเอาข้อมูลไปทำอะไร ( เช่น ธนาคาร, ห้างสรรพสินค้า )
  • ผู้ประมวลผลข้อมูล ( Data Processor ): คนที่ทำการจัดการข้อมูลตามคำสั่งของผู้ควบคุม ( เช่น บริษัท Cloud, บริษัทรับจ้างทำการตลาด )

สิทธิของพวกเรา ( เจ้าของข้อมูล )

ภายใต้กฎหมายนี้ เรามีสิทธิพื้นฐานที่เข้มแข็งขึ้น ดังนี้

  1. สิทธิในการได้รับแจ้ง ( Right to be Informed ): ต้องบอกเราว่าจะเอาข้อมูลไปทำอะไร
  2. สิทธิในการขอเข้าถึง ( Right of Access ): ขอสำเนาข้อมูลที่เขาเก็บไว้ได้
  3. สิทธิในการคัดค้าน ( Right to Object ): ไม่ให้เอาข้อมูลไปใช้ทำการตลาดหรือวิจัย
  4. สิทธิในการขอให้ลบ ( Right to Erasure ): ขอให้ลบข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น
  5. สิทธิในการถอนความยินยอม ( Right to Withdraw Consent ): เคยยอมให้ใช้ แต่วันนี้ไม่อยากให้ใช้แล้ว ก็ถอนคืนได้ตลอดเวลา

บทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

กฎหมาย PDPA มีบทลงโทษที่ค่อนข้างแรงเพื่อกระตุ้นให้องค์กรตื่นตัว

  • โทษทางแพ่ง: จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามจริง และอาจต้องจ่ายเพิ่มสูงสุด 2 เท่าของค่าเสียหายจริง
  • โทษทางอาญา: จำคุกสูงสุด 1 ปี และ / หรือ ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท
  • โทษทางปกครอง: ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท

ทำไมเราถึงต้องมีกฎหมายนี้ ?

ในยุคดิจิทัล “ข้อมูล” มีมูลค่าเหมือนน้ำมัน หากไม่มีกฎหมายคุ้มครอง เราอาจถูกนำข้อมูลไปขายต่อ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง หรือถูกนำความเป็นส่วนตัวไปใช้หาประโยชน์โดยไม่รู้ตัว PDPA จึงเป็นเสมือน “เกราะป้องกัน” เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลในประเทศไทยให้เท่าเทียมกับสากลครับ


แหล่งอ้างอิงหลัก ( Primary Sources )

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ( PDPA )

  • ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562
  • มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565
  • สาระสำคัญ: กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิของเจ้าของข้อมูล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ( สคส. ) หรือ PDPC ( Personal Data Protection Commission )

  • เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อกำกับดูแลและออกหลักเกณฑ์การปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศไทย
  • เว็บไซต์: www.pdpc.or.th

มาตราที่สำคัญในกฎหมาย

  • นิยามข้อมูลส่วนบุคคล: มาตรา 6
  • สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล: มาตรา 30 ถึง มาตรา 36 ( เช่น สิทธิในการขอเข้าถึง, สิทธิในการขอให้ลบ, สิทธิในการคัดค้าน )
  • หลักการขอความยินยอม ( Consent ): มาตรา 19
  • หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล: มาตรา 37 ( เช่น การจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม )
  • บทกำหนดโทษ
    • โทษทางแพ่ง: มาตรา 77-78
    • โทษทางอาญา: มาตรา 79-81
    • โทษทางปกครอง: มาตรา 82-90

ความเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

กฎหมาย PDPA ของไทยได้ถอดแบบแนวคิดและมาตรฐานมาจาก GDPR ( General Data Protection Regulation ) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกในปัจจุบันครับ


อ่านเพิ่มเติม