การเปรียบเทียบระหว่าง ACL (Access Control List) และ RBAC (Role-Based Access Control) คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ความละเอียดเฉพาะจุด” กับ “ความง่ายในการจัดการภาพรวม” ครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด
เปรียบเทียบด้วยสถานการณ์จำลอง (Analogy)
ACL เหมือน “Guest List งานแต่งงาน”
- ที่หน้าประตูงาน (Resource) จะมีรายชื่อคนถืออยู่
- รปภ. ต้องเช็คชื่อทีละคน: “นาย A เข้าได้”, “นาย B ห้ามเข้า”, “นางสาว C เข้าได้
ปัญหา: ถ้ามีงานแต่ง 10 ห้อง และนาย A ต้องเข้าได้ทุกห้อง คุณต้องไปเขียนชื่อนาย A ใส่กระดาษหน้าห้องทั้ง 10 ใบ
RBAC เหมือน “บัตรพนักงานห้อยคอ”:
- เราไม่ได้เช็คชื่อ แต่เช็ค “สีของสายคล้องคอ” (Role)
- กฎบอกว่า: “สายสีแดง เข้าห้อง Server ได้”, “สายสีเขียว เข้าได้แค่โรงอาหาร”
ข้อดี: ถ้านาย A ย้ายแผนก แค่เปลี่ยนสายคล้องคอจากเขียวเป็นแดง เขาจะเข้าห้อง Server ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปแก้กลอนประตู
ตารางเปรียบเทียบเชิงเทคนิค (Comparison Matrix)
| ACL (Access Control List) | RBAC (Role-Based Access Control) |
|---|
| จุดโฟกัส (Focus) | Object-Centric (ยึดติดกับวัตถุ/ไฟล์) | Subject-Centric (ยึดติดกับคน/บทบาท) |
| วิธีการทำงาน | สิทธิ์ถูกฝังอยู่ที่ตัวไฟล์/โฟลเดอร์ (รายการแปะหน้าไฟล์) | สิทธิ์ถูกรวมไว้ใน “บทบาท” แล้วเอาบทบาทไปสวมให้คน |
| ความละเอียด (Granularity) | สูงมาก (กำหนดได้ถึงระดับ User รายคน ต่อ 1 ไฟล์) | ปานกลาง-สูง (กำหนดตามกลุ่มหน้าที่) |
| การดูแลรักษา (Maintenance) | ยาก เมื่อคนเยอะ (ต้องแก้ทีละไฟล์) | ง่าย (แก้ที่ Role ทีเดียว มีผลกับทุกคนใน Role นั้น) |
| ความปลอดภัย | เสี่ยงต่อ Human Error (ลืมลบสิทธิ์คนเก่า) | ปลอดภัยกว่า (ใช้หลัก Least Privilege ได้ง่าย) |
| การใช้งานหลัก | File System (NTFS, Linux), Network Firewall | Enterprise Application (ERP, HR), Active Directory |
เจาะลึกความแตกต่าง (Key Differences)
มุมมองการจัดการ (Management Perspective)
- ACL: คุณต้องเดินไปที่ “สิ่งของ” (เช่น โฟลเดอร์
Secret_Data) แล้วถามว่า “มีใครบ้างที่เข้ามายุ่งกับแกได้?”
- RBAC: คุณเดินไปที่ “คน” (เช่น นายสมชาย) แล้วถามว่า “คุณมีหน้าที่อะไร? อ๋อ เป็น Manager งั้นเอากุญแจดอกนี้ไป”
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง (Scalability)
- สถานการณ์: บริษัทเปลี่ยนนโยบาย “ห้ามฝ่ายบัญชีเข้าถึง Facebook”
- ACL: (Firewall): คุณต้องไปแก้กฎที่ Router ทุกตัว หรือแก้สิทธิ์ที่คอมพิวเตอร์ทุกคน
- ถRBAC: คุณแค่ไปที่ Role “Accountant” แล้วลบสิทธิ์ “Access Social Network” ออก ทีเดียวจบ พนักงานบัญชี 100 คนมีผลทันที
ความยืดหยุ่น (Flexibility)
ACL ชนะเรื่องข้อยกเว้น: ถ้าคุณต้องการให้ “นาย ก. เข้าไฟล์นี้ได้เป็นกรณีพิเศษแค่คนเดียวในโลก” การใช้ ACL จะง่ายและตรงไปตรงมากว่า (ถ้าใช้ RBAC คุณอาจต้องสร้าง Role ใหม่เพื่อนาย ก. คนเดียว ซึ่งตลก)
แล้วควรใช้อันไหน? (Decision Guide)
เลือกใช้ ACL เมื่อ
- Low Level Security: กรอง Packet ใน Network (Router/Switch)
- Specific Exceptions: ต้องการกำหนดสิทธิ์ให้ไฟล์/โฟลเดอร์เฉพาะเจาะจงที่ User ทั่วไปเป็นเจ้าของ
- Small Scale: ระบบเล็กๆ มี User ไม่กี่คน
เลือกใช้ RBAC เมื่อ
- Organization Scale: มีพนักงานหลายคน มีการเข้า-ออก-ย้ายตำแหน่งบ่อย
- Application Development: ทำระบบ Login หลังบ้าน, ระบบ HR, ระบบ Inventory
- Complex System: ระบบ Cloud (AWS IAM, Azure) หรือ Kubernetes
- มี user เป็นกลุ่ม ๆ จำนวนมาก
ในโลกความจริง: “เรามักใช้ผสมกัน (Hybrid)”
ระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Linux ที่เราใช้กันอยู่ จริงๆ แล้วใช้ Hybrid Approach ครับ
ตัวอย่าง: ใน Windows NTFS
- ตัวระบบไฟล์ใช้ ACL (รายการแปะหน้าโฟลเดอร์)
- แต่ในรายการ ACL นั้น เรามักจะไม่ใส่ชื่อ User (Mr.A) ตรงๆ แต่เราจะใส่ Security Group (ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Role ใน RBAC) ลงไปแทน
- เช่น: ใน ACL ของโฟลเดอร์
Finance จะเขียนว่า Allow: Group Accountants
การเปรียบเทียบระหว่าง ACL (Access Control List) และ RBAC (Role-Based Access Control) คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ความละเอียดเฉพาะจุด” กับ “ความง่ายในการจัดการภาพรวม” ครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมขอเริ่มด้วยการเปรียบเทียบแบบเห็นภาพง่ายๆ ก่อนเข้าสู่ตารางเทคนิคครับ
1. เปรียบเทียบด้วยสถานการณ์จำลอง (Analogy)
- ACL เหมือน “Guest List งานแต่งงาน”:
- ที่หน้าประตูงาน (Resource) จะมีรายชื่อคนถืออยู่
- รปภ. ต้องเช็คชื่อทีละคน: “นาย A เข้าได้”, “นาย B ห้ามเข้า”, “นางสาว C เข้าได้”
- ปัญหา: ถ้ามีงานแต่ง 10 ห้อง และนาย A ต้องเข้าได้ทุกห้อง คุณต้องไปเขียนชื่อนาย A ใส่กระดาษหน้าห้องทั้ง 10 ใบ
- RBAC เหมือน “บัตรพนักงานห้อยคอ”:
- เราไม่ได้เช็คชื่อ แต่เช็ค “สีของสายคล้องคอ” (Role)
- กฎบอกว่า: “สายสีแดง เข้าห้อง Server ได้”, “สายสีเขียว เข้าได้แค่โรงอาหาร”
- ข้อดี: ถ้านาย A ย้ายแผนก แค่เปลี่ยนสายคล้องคอจากเขียวเป็นแดง เขาจะเข้าห้อง Server ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปแก้กลอนประตู
2. ตารางเปรียบเทียบเชิงเทคนิค (Comparison Matrix)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ACL (Access Control List) | RBAC (Role-Based Access Control) |
| จุดโฟกัส (Focus) | Object-Centric (ยึดติดกับวัตถุ/ไฟล์) | Subject-Centric (ยึดติดกับคน/บทบาท) |
| วิธีการทำงาน | สิทธิ์ถูกฝังอยู่ที่ตัวไฟล์/โฟลเดอร์ (รายการแปะหน้าไฟล์) | สิทธิ์ถูกรวมไว้ใน “บทบาท” แล้วเอาบทบาทไปสวมให้คน |
| ความละเอียด (Granularity) | สูงมาก (กำหนดได้ถึงระดับ User รายคน ต่อ 1 ไฟล์) | ปานกลาง-สูง (กำหนดตามกลุ่มหน้าที่) |
| การดูแลรักษา (Maintenance) | ยาก เมื่อคนเยอะ (ต้องแก้ทีละไฟล์) | ง่าย (แก้ที่ Role ทีเดียว มีผลกับทุกคนใน Role นั้น) |
| ความปลอดภัย | เสี่ยงต่อ Human Error (ลืมลบสิทธิ์คนเก่า) | ปลอดภัยกว่า (ใช้หลัก Least Privilege ได้ง่าย) |
| การใช้งานหลัก | File System (NTFS, Linux), Network Firewall | Enterprise Application (ERP, HR), Active Directory |
3. เจาะลึกความแตกต่าง (Key Differences)
A. มุมมองการจัดการ (Management Perspective)
- ACL: คุณต้องเดินไปที่ “สิ่งของ” (เช่น โฟลเดอร์
Secret_Data) แล้วถามว่า “มีใครบ้างที่เข้ามายุ่งกับแกได้?”
- RBAC: คุณเดินไปที่ “คน” (เช่น นายสมชาย) แล้วถามว่า “คุณมีหน้าที่อะไร? อ๋อ เป็น Manager งั้นเอากุญแจดอกนี้ไป”
B. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง (Scalability)
นี่คือจุดตายของ ACL ครับ
- สถานการณ์: บริษัทเปลี่ยนนโยบาย “ห้ามฝ่ายบัญชีเข้าถึง Facebook”
- ถ้าใช้ ACL (Firewall): คุณต้องไปแก้กฎที่ Router ทุกตัว หรือแก้สิทธิ์ที่คอมพิวเตอร์ทุกคน
- ถ้าใช้ RBAC: คุณแค่ไปที่ Role “Accountant” แล้วลบสิทธิ์ “Access Social Network” ออก ทีเดียวจบ พนักงานบัญชี 100 คนมีผลทันที
C. ความยืดหยุ่น (Flexibility)
- ACL ชนะเรื่องข้อยกเว้น: ถ้าคุณต้องการให้ “นาย ก. เข้าไฟล์นี้ได้เป็นกรณีพิเศษแค่คนเดียวในโลก” การใช้ ACL จะง่ายและตรงไปตรงมากว่า (ถ้าใช้ RBAC คุณอาจต้องสร้าง Role ใหม่เพื่อนาย ก. คนเดียว ซึ่งตลก)
4. แล้วควรใช้อันไหน? (Decision Guide)
เลือกใช้ ACL เมื่อ:
- Low Level Security: กรอง Packet ใน Network (Router/Switch)
- Specific Exceptions: ต้องการกำหนดสิทธิ์ให้ไฟล์/โฟลเดอร์เฉพาะเจาะจงที่ User ทั่วไปเป็นเจ้าของ
- Small Scale: ระบบเล็กๆ มี User ไม่กี่คน
เลือกใช้ RBAC เมื่อ:
- Organization Scale: มีพนักงานหลายคน มีการเข้า-ออก-ย้ายตำแหน่งบ่อย
- Application Development: ทำระบบ Login หลังบ้าน, ระบบ HR, ระบบ Inventory
- Complex System: ระบบ Cloud (AWS IAM, Azure) หรือ Kubernetes
5. ในโลกความจริง: “เรามักใช้ผสมกัน (Hybrid)”
ระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Linux ที่เราใช้กันอยู่ จริงๆ แล้วใช้ Hybrid Approach ครับ
- ตัวอย่าง: ใน Windows NTFS
- ตัวระบบไฟล์ใช้ ACL (รายการแปะหน้าโฟลเดอร์)
- แต่ในรายการ ACL นั้น เรามักจะไม่ใส่ชื่อ User (Mr.A) ตรงๆ แต่เราจะใส่ Security Group (ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Role ใน RBAC) ลงไปแทน
- เช่น: ใน ACL ของโฟลเดอร์
Finance จะเขียนว่า Allow: Group Accountants
สรุป
- ACL คือกลไกพื้นฐาน (The Mechanism)
- RBAC คือนโยบายการบริหารจัดการ (The Strategy)
- การใช้ Group ใน ACL คือวิธีแปลง ACL ให้มีความสามารถคล้าย RBAC นั่นเองครับ
อ่านเพิ่มเติม