วัน: 1 กันยายน 2026

ถอดรหัส ‘ความโง่เขลา’ ผ่านเศรษฐศาสตร์: ทำไมพฤติกรรม Lose–Lose ถึงอันตรายกว่าโจรถอดรหัส ‘ความโง่เขลา’ ผ่านเศรษฐศาสตร์: ทำไมพฤติกรรม Lose–Lose ถึงอันตรายกว่าโจร

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในชีวิตประจำวันหรือในที่ทำงาน เรามักเจอคนที่ทำเรื่องแย่ ๆ สร้างความเสียหายให้คนรอบข้าง โดยที่ตัวคนทำเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย?

ในทางจิตวิทยา เราอาจมองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบหรืออีโก้ แต่ในมุมมองของ Carlo M. Cipolla ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เขาอธิบายพฤติกรรมนี้ไว้อย่างเฉียบคมในงานเขียนชิ้นคลาสสิก The Basic Laws of Human Stupidity (กฎพื้นฐานว่าด้วยความโง่เขลาของมนุษย์) ว่านี่คือคำจำกัดความที่แท้จริงของ “ความโง่” (Stupidity)

ความโง่ในนิยามของ Cipolla ไม่ได้วัดกันที่ระดับไอคิว การศึกษา หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่วัดจาก “ผลลัพธ์ของการกระทำ” ล้วน ๆ


เมทริกซ์ 4 พฤติกรรมมนุษย์ของ Cipolla

Cipolla เสนอกรอบคิดง่าย ๆ โดยใช้แกน 2 แกนในการวัดผลลัพธ์จากการกระทำของบุคคลหนึ่ง

  • แกนผลประโยชน์ของตัวเอง: การกระทำนั้นทำให้ตนเองได้ (+) หรือเสีย (-) ประโยชน์
  • แกนผลประโยชน์ของผู้อื่น: การกระทำนั้นทำให้ผู้อื่นได้ (+) หรือเสีย (-) ประโยชน์

เมื่อนำมาพลอตลงในกราฟ จะแบ่งมนุษย์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

ประเภทผลต่อตัวเองผลต่อผู้อื่นผลลัพธ์รวมคำอธิบายและตัวอย่างพฤติกรรม
1. Intelligent (คนฉลาด)ได้ (+)ได้ (+)Win–Winสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองพร้อมกับขับเคลื่อนผู้อื่น เช่น การคิดค้นนวัตกรรม การเจรจาธุรกิจที่เติบโตไปด้วยกัน
2. Helpless (ผู้ยอมสละ / ผู้ไร้ทางสู้)เสีย (-)ได้ (+)Lose–Winคนอื่นได้ประโยชน์แต่ตัวเองต้องแบกรับความเสียหาย เช่น การยอมทำงานแทนทุกคนจนสุขภาพพัง
3. Bandit (โจร / ผู้เอารัดเอาเปรียบ)ได้ (+)เสีย (-)Win–Loseตัวเองได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนของคนอื่น เช่น การคอร์รัปชัน การลอกผลงาน การฉวยโอกาส
4. Stupid (คนโง่เขลา)เสีย (-)เสีย (-)Lose–Loseสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ กลับมาเลย หรืออาจถึงขั้นพาตัวเองพังไปด้วย

ทำไม “คนโง่” ถึงอันตรายกว่า “โจร”?

ในเชิงเศรษฐศาสตร์และทฤษฎีเกม (Game Theory) “โจร” ยังมีตรรกะและเหตุผลรองรับ (Rational Behavior) เพราะโจรมีเป้าหมายชัดเจนคือการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว (Maximize Self-Utility) เมื่อโจรมีตรรกะ เราจึงยังสามารถคาดเดา วางระบบป้องกัน ออกกฎหมาย หรือตั้งบทลงโทษเพื่อสกัดกั้นได้

แต่สำหรับ “กลุ่ม Stupid (Lose–Lose)” พฤติกรรมของพวกเขาไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่สามารถคาดเดาได้ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ใด ๆ ตัวอย่างเช่น

  • การขับรถปาดหน้าหรือย้อนศรเพื่อประหยัดเวลา 5 วินาที จนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้ทั้งตัวเองและคนอื่นบาดเจ็บ
  • การใช้อารมณ์ประชดประชันในที่ประชุมจนโปรเจกต์สำคัญของทีมล่ม ทั้งที่ตัวเองก็ต้องรับผิดชอบโปรเจกต์นั้น
  • การปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงคนอื่นเพื่อความสะใจชั่วคราว แต่สุดท้ายถูกจับได้จนหมดอนาคตในการทำงาน

กลุ่ม Lose–Lose จึงสร้างความเสียหายแบบสุทธิ (Net Loss) ให้กับระบบ เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย มีเพียงทรัพยากร เวลา และพลังงานที่สูญเปล่า


กฎ 5 ข้อว่าด้วยความโง่เขลา (The 5 Basic Laws of Human Stupidity)

เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของปัญหานี้ Cipolla ได้สรุปกฎสำคัญ 5 ข้อไว้ดังนี้

  1. ทุกคนมักประเมินจำนวนคนโง่ที่มีอยู่ในสังคมต่ำเกินไปเสมอ
  2. ความน่าจะเป็นที่คนๆ หนึ่งจะแสดงพฤติกรรมโง่เขลา ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะอื่นใดของบุคคลนั้น (ไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ชาติตระกูล ไอคิว หรือตำแหน่งหน้าที่)
  3. คนโง่คือคนที่สร้างความสูญเสียให้ผู้อื่น โดยที่ตัวเองไม่ได้อะไรตอบแทน หรืออาจได้รับความสูญเสียเองด้วย (กฎทองคำ)
  4. คนที่ไม่โง่มักประเมินพลังทำลายล้างของคนโง่ต่ำเกินไป และมักลืมไปว่าการไปข้องแวะหรือพยายามใช้เหตุผลกับคนโง่ มักจบลงด้วยความสูญเสียเสมอ
  5. คนโง่คือบุคคลที่อันตรายที่สุดในสังคม (อันตรายกว่าโจร)

วิธีรับมือและออกแบบระบบป้องกัน (Systemic Defense)

ตามกฎข้อที่ 2 ความโง่เป็นค่าคงที่ที่ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ด้วยการศึกษา และเราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ด้วยการเจรจาด้วยเหตุผล ดังนั้นทางออกในระดับองค์กรและชีวิตส่วนตัวจึงต้องเน้นที่ การจำกัดรัศมีความเสียหาย (Blast Radius)

  • สร้างระบบ Fail-Safe และ Guardrails: ออกแบบกระบวนการทำงานที่ไม่อนุญาตให้อารมณ์หรือความผิดพลาดของคนเพียงคนเดียวทำให้ทั้งระบบล่ม (Single Point of Failure) เช่น การใช้ระบบอนุมัติสองชั้น หรือการมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยอัตโนมัติ
  • กระจายและจำกัดสิทธิ์ (Decouple Permissions): ป้องกันไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจเด็ดขาดในการกดปุ่มตัดสินใจเรื่องที่สร้างความเสียหายแบบแก้ไขไม่ได้ (Irreversible Actions)
  • กฎงดเว้นการปะทะ (No-Engagement Policy): ในระดับบุคคล เมื่อพบพฤติกรรมแบบ Lose–Lose วิธีรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การสั่งสอนหรือถกเถียงด้วยตรรกะ แต่คือการถอยห่างและตัดวงจรให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อในสมการความเสียหาย

ความเจริญก้าวหน้าของสังคมหรือความสำเร็จขององค์กร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีคนเก่ง (Intelligent) มากแค่ไหนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ระบบนิเวศและกติกาของเราแข็งแกร่งพอที่จะควบคุมและลดทอนความเสียหายจากพฤติกรรมที่ไร้เหตุผล (Stupid) ได้ดีเพียงใด