วัน: 13 พฤศจิกายน 2017

Instructional Methodology (การเลือกรูปแบบการสอน เช่น On-site, Online หรือ Workshop)Instructional Methodology (การเลือกรูปแบบการสอน เช่น On-site, Online หรือ Workshop)

ในโลกของการพัฒนาบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การถ่ายทอดองค์ความรู้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ต้องเป็นการออกแบบประสบการณ์เรียนรู้ที่ตอบโจทย์บริบทของผู้เรียนและเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง ผู้ฝึกสอนยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ว่ารูปแบบใดจะสร้างผลกระทบสูงสุดต่อความเข้าใจและการนำไปปฏิบัติของพนักงาน


เจาะลึกรายละเอียดและประเด็นสำคัญ

การเลือกรูปแบบการสอนที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ (Learning Objectives) เป็นหลัก โดยแต่ละรูปแบบมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน On-site เหมาะสำหรับการฝึกทักษะทางกายภาพและการสร้างความสัมพันธ์ในทีม (Team Building) ส่วน Online มีประสิทธิภาพสูงในการเข้าถึงเนื้อหาเชิงทฤษฎีและข้อมูลจำนวนมากได้อย่างยืดหยุ่น ขณะที่ Workshop คือการผสมผสานที่เน้นการลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังต้องพิจารณาถึงลักษณะของเนื้อหาด้วย หากเนื้อหามีความซับซ้อนและต้องการปฏิสัมพันธ์สูง ควรใช้รูปแบบ Blended Learning (การผสมผสาน) เพื่อให้ผู้เรียนได้ทั้งเวลาทบทวนออนไลน์ และมาปฏิบัติจริงในห้องเรียน การวิเคราะห์ช่องว่างของทักษะ (Skill Gap Analysis) จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจเลือกวิธีการสอนใดๆ


การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตและการทำงานยุคใหม่

  • On-site Learning (การเรียนรู้ในสถานที่): เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย หรือทักษะที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เพราะช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวและจำลองสภาพแวดล้อมจริงได้ดีที่สุด
  • Online Learning (การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์): เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการ Upskill/Reskill ในหัวข้อที่ต้องใช้ข้อมูลอ้างอิงจำนวนมาก เช่น การทำความเข้าใจกฎหมายใหม่ หรือทฤษฎีทางการตลาด เพราะผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและสถานที่ได้อย่างมหาศาล
  • Workshop/Hybrid Learning (การปฏิบัติเชิงเวิร์คช็อป): คือรูปแบบที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior Change) โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ “ทำ” มากกว่า “ฟัง” ควรใช้เมื่อเป้าหมายคือการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การออกแบบแผนงาน หรือการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน L&D ไม่ได้หมายถึงการรู้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างลึกซึ้ง แต่คือความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ (Optimal Learning Journey) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคลากรไปพร้อมกัน


อ่านเพิ่มเติม