วัน: 20 มกราคม 2013

BlackBerry: จากสัญลักษณ์ของผู้นำธุรกิจ สู่วันที่หน้าจอสัมผัสเปลี่ยนโลกBlackBerry: จากสัญลักษณ์ของผู้นำธุรกิจ สู่วันที่หน้าจอสัมผัสเปลี่ยนโลก

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2000s อุปกรณ์สื่อสารที่บ่งบอกถึงสถานะ ความเป็นมืออาชีพ และความล้ำสมัยที่สุด ไม่ใช่สมาร์ตโฟนหน้าจอสัมผัสขอบบางเฉียบ แต่คือโทรศัพท์เครื่องหนาพอดีมือ พร้อมแป้นพิมพ์แบบ Full QWERTY และไฟแจ้งเตือนสีแดงกะพริบถี่ๆ ที่หลายคนคุ้นตาภายใต้ชื่อ BlackBerry (BB) อุปกรณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามเล่นๆ ว่า “CrackBerry” เพราะสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนเสพติดการตอบข้อความจนวางไม่ลง


กำเนิดจากเพจเจอร์ สู่เจ้าแห่ง Push Mail

BlackBerry พัฒนาขึ้นโดยบริษัทสัญชาติแคนาดาชื่อ Research In Motion (RIM) นำโดยสองผู้ร่วมก่อตั้ง Mike Lazaridis และ Jim Balsillie จุดเริ่มต้นมาจากเครื่องเพจเจอร์สองทาง (Two-way Pager) รุ่น BlackBerry 850 ในปี 1999 ซึ่งมีแป้นพิมพ์ขนาดจิ๋วที่ออกแบบให้กดด้วยนิ้วโป้งสองข้าง และมีปุ่มนูนทรงรีคล้ายผิวของผลแบล็กเบอร์รี อันเป็นที่มาของชื่อแบรนด์

หัวใจสำคัญที่ทำให้ BlackBerry ทะยานสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว คือ เทคโนโลยี Push Mail บนเครือข่ายความปลอดภัย BlackBerry Enterprise Server (BES)

  • ในยุคที่ผู้คนต้องคอยกด “Refresh” หรือ “Fetch” เพื่อเช็กอีเมลจากคอมพิวเตอร์ BlackBerry สามารถผลักดันอีเมลเข้าสู่กระเป๋าเสื้อของผู้ใช้ได้ทันทีแบบ Real-time พร้อมการเข้ารหัสความปลอดภัยระดับองค์กร
  • ส่งผลให้ BlackBerry กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับนักการเมืองระดับโลก นักการเงินวอลล์สตรีท ไปจนถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง Barack Obama

ปรากฏการณ์ BBM: จุดเริ่มต้นของสังคมออนไลน์ยุคโมบายล์

ช่วงปลายทศวรรษ 2000s BlackBerry ประสบความสำเร็จในการขยายฐานจากกลุ่มนักธุรกิจระดับบน ลงมาสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยรุ่น ผ่านบริการส่งข้อความข้ามเครือข่ายสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง BBM (BlackBerry Messenger)

  • BBM PIN
    รหัสเฉพาะตัวประจำเครื่องที่ผู้ใช้ต้องแลกเปลี่ยนกันเพื่อเพิ่มเพื่อน นำมาซึ่งวลียอดฮิตในยุคนั้นอย่าง “ขอพินหน่อย” หรือ “บีบีมานะ”
  • ฟีเจอร์ที่มาก่อนกาล
    สัญลักษณ์ D (Delivered) และ R (Read) ที่บอกสถานะการอ่านข้อความ รวมถึงการตั้ง Status อัปเดตเพลงที่กำลังฟัง เป็นรากฐานของวัฒนธรรมแชตบนสมาร์ตโฟนที่ส่งต่อมายัง WhatsApp และ LINE ในปัจจุบัน
  • แป้นพิมพ์และตัวควบคุม
    ดีไซน์แป้นพิมพ์ที่ตอบสนองการพิมพ์สัมผัสได้อย่างแม่นยำ ผสานกับปุ่มลูกกลิ้ง Trackwheel ที่ต่อมาพัฒนาเป็น Trackball และ Trackpad ออปติคัล ทำให้การพิมพ์และเลื่อนหน้าจอเป็นไปอย่างรวดเร็ว

รุ่นยอดนิยมอย่าง BlackBerry Bold 9000 / 9700 กลายเป็นสัญลักษณ์ของความพรีเมียม ขณะที่ตระกูล Curve 8520 เจาะกลุ่มวัยรุ่นจนเกิดกระแสฮิตถล่มทลายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย


จุดเปลี่ยนและการมาถึงของสมาร์ตโฟนยุคใหม่

จุดสูงสุดของ BlackBerry มียอดผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 80 ล้านคน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone ตามมาด้วยระบบปฏิบัติการ Android ของ Google

ผู้นำของ RIM ในเวลานั้นประเมินการแข่งขันต่ำไป โดยเชื่อว่า

  1. ผู้บริโภคระดับองค์กรจะไม่ยอมทิ้งแป้นพิมพ์จริงไปใช้หน้าจอสัมผัส
  2. หน้าจอสัมผัสและเว็บเบราว์เซอร์ขนาดใหญ่จะกินแบนด์วิดท์เครือข่ายและเปลืองแบตเตอรี่จนใช้งานจริงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม โลกหมุนไปสู่ยุคของ โมบายล์แอปพลิเคชัน (App Ecosystem) และหน้าจอสัมผัสเพื่อการบริโภคมัลติมีเดีย BlackBerry พยายามปรับตัวด้วยการส่ง BlackBerry Storm ที่ใช้หน้าจอสัมผัสแบบ Clickable (SurePress) และเปิดตัว BlackBerry 10 พร้อมสมาร์ตโฟนอย่าง Z10 และ Q10 แต่ก็สายเกินไปที่จะดึงดูดนักพัฒนาแอปพลิเคชันให้หันกลับมาสร้างแอปบนแพลตฟอร์มของตน


บทเรียนและมรดกทางเทคโนโลยี

หลังจากส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจฮาร์ดแวร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง BlackBerry ได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการผลิตเครื่องเอง ไปสู่การขายสิทธิ์การผลิตให้พาร์ทเนอร์ (เช่น TCL ที่เปิดตัว BlackBerry KEYone ระบบ Android) ก่อนจะยุติการพัฒนาฮาร์ดแวร์สมาร์ตโฟนลงอย่างสมบูรณ์ และประกาศปิดระบบบริการโครงข่ายดั้งเดิม (Legacy Services) ในปี 2022

ปัจจุบัน BlackBerry ได้ผันตัวกลายเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่เน้นพัฒนา ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และระบบปฏิบัติการสำหรับยานยนต์อัจฉริยะอย่าง QNX ซึ่งติดตั้งอยู่ในรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก

เรื่องราวของ BlackBerry คือหนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกเทคโนโลยี ที่สะท้อนว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็อาจถูกแทนที่ได้อย่างรวดเร็วหากไม่ปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัฒนธรรม “Always Connected” และการสื่อสารผ่านแชตในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ ล้วนมีรากฐานมาจากเสียงปุ่มกดที่คุ้นเคยของ BlackBerry