วัน: 17 สิงหาคม 2010

แอนดรูว์ เวคฟิลด์ (Andrew Wakefield): ปฐมบทแห่งความกลัวและกรณีอื้อฉาวสะเทือนวงการแพทย์แอนดรูว์ เวคฟิลด์ (Andrew Wakefield): ปฐมบทแห่งความกลัวและกรณีอื้อฉาวสะเทือนวงการแพทย์

ในประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ มีงานวิจัยเพียงไม่กี่ชิ้นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางสังคมและก่อให้เกิดวิกฤตสาธารณสุขระดับโลกได้ยาวนานเท่ากับงานวิจัยของ แอนดรูว์ เวคฟิลด์ (Andrew Wakefield) อดีตแพทย์ศัลยกรรมและนักวิจัยทางเดินอาหารชาวอังกฤษ ผู้เป็นศูนย์กลางของทฤษฎีสมคบคิดที่อ้างว่า “วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ก่อให้เกิดโรคออทิสติก”


จุดเริ่มต้น: งานวิจัยปี 1998 บนวารสาร The Lancet

ในปี 1998 วารสารการแพทย์ชั้นนำของโลกอย่าง The Lancet ได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยกรณีศึกษาที่มีเวคฟิลด์เป็นหัวหน้าทีมวิจัย พร้อมคณะแพทย์อีก 12 คน โดยศึกษาในกลุ่มเด็กจำนวนเพียง 12 คน ซึ่งมีปัญหาลำไส้อักเสบเรื้อรังร่วมกับภาวะถดถอยทางพัฒนาการ (พฤติกรรมคล้ายออทิสติก)

แม้ในเนื้อหารายงานจะระบุว่าไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้อย่างชัดเจน แต่งานแถลงข่าวและบทสัมภาษณ์ของเวคฟิลด์กลับชี้นำอย่างชัดเจนว่า ไวรัสในวัคซีน MMR ตัวรวม อาจทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบจนสารพิษรั่วไหลสู่กระแสเลือดและส่งผลต่อสมอง พร้อมทั้งเสนอแนะให้ระงับการฉีดวัคซีนรวม MMR แล้วเปลี่ยนมาฉีดแยกเข็มเดี่ยวแทน

สื่อมวลชนทั่วโลกประโคมข่าวดังกล่าวทันที พาดหัวข่าวสร้างความตระหนกตกใจให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่งผลให้อัตราการรับวัคซีน MMR ในสหราชอาณาจักรและหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว


การสืบสวนและการเปิดโปงความจริง

หลังจากรายงานเผยแพร่ องค์กรสาธารณสุขและนักวิจัยทั่วโลกได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบในประชากรเด็กหลายแสนคนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่กลับ ไม่พบความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างวัคซีน MMR กับออทิสติก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการสืบสวนเชิงลึกของนักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ไบรอัน เดียร์ (Brian Deer) แห่งหนังสือพิมพ์ The Sunday Times ซึ่งเปิดโปงข้อเท็จจริงเบื้องหลังงานวิจัย

  • ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงิน (Conflict of Interest)
    เวคฟิลด์ได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากกลุ่มทนายความที่เตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทยาผู้ผลิตวัคซีน MMR
  • การจดสิทธิบัตรลับ
    ก่อนการแถลงข่าว เวคฟิลด์ได้ยื่นจดสิทธิบัตรวัคซีนป้องกันโรคหัดแบบ “เข็มเดี่ยว” และชุดตรวจระบบทางเดินอาหารของตนเอง ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรงหากวัคซีนรวม MMR ถูกแบน
  • การบิดเบือนข้อมูลผู้ป่วย
    ผลประวัติการรักษาจริงของเด็กทั้ง 12 คนไม่ตรงกับข้อมูลในรายงาน มีการแก้ไขช่วงเวลาที่เริ่มแสดงอาการของออทิสติกเพื่อให้ดูเหมือนเกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีน
  • การละเมิดจริยธรรมทางการแพทย์
    เด็กหลายคนถูกนำไปตรวจวินิจฉัยที่เจ็บปวดและไม่จำเป็นทางการแพทย์ เช่น การเจาะน้ำไขสันหลังและการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกที่เหมาะสม

ผลลัพธ์และการถอนใบอนุญาต

ในปี 2010 แพทยสภาแห่งสหราชอาณาจักร (General Medical Council – GMC) มีคำตัดสินว่าเวคฟิลด์มีความผิดฐานประพฤติมิชอบขั้นร้ายแรง (Serious Professional Misconduct) หลอกลวงทางวิชาการ และไร้จริยธรรม ส่งผลให้ถูก เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันที

หลังจากนั้นไม่นาน วารสาร The Lancet ได้ประกาศ เพิกถอน (Retract) บทความวิจัยฉบับปี 1998 ออกจากระบบสารบบวิชาการอย่างสมบูรณ์


รอยแผลที่ยังคงตกค้าง

แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการแพทย์ในอังกฤษ แต่เวคฟิลด์ย้ายไปพำนักในสหรัฐอเมริกา และกลายมาเป็นแกนนำคนสำคัญของขบวนการต่อต้านวัคซีน (Anti-Vaccine Movement) รวมถึงผันตัวไปสร้างภาพยนตร์สารคดีชี้นำความคิด

ผลพวงจากการบิดเบือนข้อมูลในอดีตสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้

  • อัตราความครอบคลุมของวัคซีนลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)
  • โรคหัด (Measles) ที่เคยเกือบถูกกำจัดไปแล้ว กลับมาระบาดซ้ำหลายระลอกในยุโรป สหรัฐอเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ ส่งผลให้มีเด็กเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้

กรณีของแอนดรูว์ เวคฟิลด์ จึงกลายเป็นบทเรียนคลาสสิกของวงการวิทยาศาสตร์ ที่สะท้อนถึงอันตรายของการทุจริตทางวิชาการ ผลประโยชน์ทับซ้อน และพลังของความกลัวในสื่อสารมวลชนที่สามารถทำลายความไว้วางใจในระบบสาธารณสุขลงได้อย่างยาวนานหลายทศวรรษ