วัน: 1 ธันวาคม 2006

ทำไม่คนบางคนชอบกินพริกทำไม่คนบางคนชอบกินพริก

ในขณะที่หลายคนเห็นพริกแล้วต้องรีบเขี่ยออก แต่กลับมีคนอีกกลุ่มที่ถ้าอาหารมื้อนั้นขาดพริกไปก็แทบกินไม่ลง ทั้งที่รู้ว่ากินแล้วเหงื่อจะแตก ลิ้นจะชา ท้องไส้อาจปั่นป่วน แต่พวกเขาก็ยังเติมพริกป่น ตักพริกน้ำปลา และสั่งส้มตำแบบพริกสิบเม็ดอยู่ดี

อะไรคือแรงขับเคลื่อนทางชีววิทยาและจิตวิทยาที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลกที่ยอม “จ่ายเงินเพื่อซื้อความเจ็บปวด” มากินอย่างเอร็ดอร่อย?


เสพติดสารแห่งความสุข (Endorphin Rush)

ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติ แต่คือ ความเจ็บปวด (Pain) สารแคปไซซินในพริกจะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกร้อนที่ชื่อ TRPV1 ในช่องปาก ทำให้สมองเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อในปากกำลังถูกไฟเผา

เมื่อสมองจับสัญญาณว่าร่างกายกำลังได้รับบาดเจ็บ กลไกการป้องกันตัวเองจะทำงานทันทีด้วยการหลั่งสารเคมีสองตัว

  • เอนดอร์ฟิน (Endorphin)
    สารระงับปวดธรรมชาติที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม
  • โดปามีน (Dopamine)
    สารแห่งรางวัลและความพึงพอใจ

อาการเหงื่อซึม ปากเบิร์น แต่หยุดตักเข้าปากไม่ได้ ก็คือปรากฏการณ์เดียวกับ “Runner’s High” ของคนที่วิ่งระยะไกลจนเจ็บกล้ามเนื้อแต่กลับรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ยิ่งกินเผ็ดยิ่งเจ็บ และยิ่งเจ็บ สมองก็ยิ่งประเคนความสุขกลับมาให้


มาโซคิสม์แบบไม่อันตราย (Benign Masochism)

ศาสตราจารย์พอล โรซิน (Paul Rozin) นักจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania ได้บัญญัติคำว่า “Benign Masochism” หรือพฤติกรรมชอบทรมานตัวเองในขอบเขตที่ปลอดภัย

มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สนุกกับการจำลองสถานการณ์อันตรายโดยที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ตาย เช่น

  • การชอบดูหนังผีให้หัวใจเต้นแรง
  • การยอมจ่ายเงินไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
  • การกินพริกเผ็ดจัด

สมองส่วนหน้าที่ประมวลผลรู้ดีว่าพริกไม่ได้เผาลิ้นจนไหม้จริงๆ และเราจะไม่ตายจากต้มยำชามนี้ ความตื่นเต้นที่ร่างกายกรีดร้องว่า “อันตราย!” แต่จิตสำนึกรู้ว่า “เราปลอดภัย” สร้างความฟินและความท้าทายในระดับจิตใต้สำนึก


ตัวรับความรู้สึกด้านชา (Desensitization)

คนที่กินเผ็ดเก่งไม่ได้เกิดมาพร้อมกับลิ้นเหล็กตั้งแต่แรก แต่เกิดจากการฝึกฝนจนเซลล์ประสาทปรับตัว

เมื่อกินเผ็ดซ้ำ ๆ เป็นประจำ ตัวรับ TRPV1 จะเกิดสภาวะล้าและตอบสนองต่อแคปไซซินช้าลง ทำให้ระดับความทนทาน (Tolerance) สูงขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่คนทั่วไปกินแล้วแทบร้องไห้ คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกแค่ “อุ่น ๆ ในคอ” พวกเขาจึงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความเผ็ดขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้สารเคมีแห่งความสุขในปริมาณเท่าเดิม


ตัวขับรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer)

แคปไซซินในระดับที่พอเหมาะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในช่องปาก ทำให้ต่อมรับรสและเยื่อบุผิวตื่นตัว พร้อมทั้งกระตุ้นการผลิตน้ำลายในปริมาณมาก น้ำลายที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยกระจายโมเลกุลของรสชาติอื่น ๆ ทั้งเค็ม หวาน เปรี้ยว และอูมามิ ให้สัมผัสกับตุ่มรับรสได้ทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับคนที่ติดเผ็ด อาหารที่ไม่ใส่พริกจึงไม่ได้แค่ “ไม่เผ็ด” แต่พวกเขารู้สึกว่ามัน “จืดชืดและขาดมิติ” ไปอย่างสิ้นเชิง


วัฒนธรรมและจิตวิทยาสังคม

ในแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เม็กซิโก หรืออินเดีย พริกถูกใช้ในการถนอมอาหารและช่วยลดแบคทีเรียมานานนับร้อยปี การกินเผ็ดจึงถูกส่งต่อผ่านดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมตั้งแต่เด็กจนลิ้นเกิดความคุ้นชิน

นอกจากนี้ ในเชิงจิตวิทยาสังคม การกินเผ็ดยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับ ความกล้าหาญและความชอบผจญภัย มีงานวิจัยพบว่า คนที่มีบุคลิกภาพแบบชอบความตื่นเต้นท้าทาย (Sensation Seekers) มักจะมีแนวโน้มชอบอาหารรสเผ็ดจัดมากกว่าคนทั่วไป

การชอบกินพริกจึงไม่ใช่เรื่องของ “ลิ้นไม่รับรู้รส” หากแต่เป็นการทำงานร่วมกันของเคมีในสมองที่เปลี่ยนสัญญาณความเจ็บปวดให้กลายเป็นความรื่นรมย์ สำหรับสายแซ่บแล้ว เหงื่อที่หยดและปากที่เบิร์นไม่ใช่ความทรมาน แต่คือรสชาติของความสุขที่สารเอนดอร์ฟินกำลังทำงานอย่างเต็มที่นั่นเอง



อ่านเพิ่มเติม