PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology อนุสรณ์สถานกำแพงสงครามเวียดนาม (The Wall): สถาปัตยกรรมบาดแผลของ Maya Lin และการเยียวยาจิตวิญญาณคนทั้งชาติ

อนุสรณ์สถานกำแพงสงครามเวียดนาม (The Wall): สถาปัตยกรรมบาดแผลของ Maya Lin และการเยียวยาจิตวิญญาณคนทั้งชาติ

อนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกเวียดนาม (Vietnam Veterans Memorial) หรือที่ผู้คนทั่วโลกเรียกขานสั้น ๆ ว่า “The Wall” (เดอะ วอลล์) ตั้งตระหง่านอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในฐานะหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่มีพลังทางอารมณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แม้ในวันที่เปิดตัวจะจุดชนวนการถกเถียงและแรงต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ในเวลาต่อมา ผลงานชิ้นเอกที่ออกแบบโดย Maya Lin (มายา ลิน) นักศึกษาสถาปัตยกรรมวัยเพียง 21 ปี ชิ้นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปลอบประโลมและเยียวยาจิตใจของทหารผ่านศึกและสังคมอเมริกันที่แตกแยกจากบาดแผลของสงคราม

photo-1541872703-74c5e44368f9?w=1200 อนุสรณ์สถานกำแพงสงครามเวียดนาม (The Wall): สถาปัตยกรรมบาดแผลของ Maya Lin และการเยียวยาจิตวิญญาณคนทั้งชาติ
กำแพงหินแกรนิตสีดำขัดเงาที่สลักรายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหายในสงครามเวียดนาม

ชัยชนะของนักศึกษาหญิงวัย 21 ปี ท่ามกลางแบบประกวดกว่า 1,400 ชิ้น

ในปี ค.ศ. 1981 กองทุนทหารผ่านศึกเวียดนามได้จัดการประกวดแบบระดับชาติแบบปกปิดชื่อผู้ออกแบบ (Blind Competition) โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดถึง 1,421 ชิ้น

  • ผลงานระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเยล
    คณะกรรมการตัดสินผู้ทรงคุณวุฒิตัดสินเลือกแบบหมายเลข 1026 อย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งเป็นผลงานการบ้านของ มายา ลิน (Maya Lin) นักศึกษาเชื้อสายจีน-อเมริกันชั้นปีที่ 4 แห่งมหาวิทยาลัยเยล
  • แนวคิดแผลเป็นบนผืนแผ่นดิน (A Wound in the Earth)
    มายา ลิน ไม่ได้ออกแบบรูปปั้นทหารโบกธงหรือเสาหินโอเบลิสก์ตามธรรมเนียมนิยมเดิม แต่เธอจินตนาการถึงการ “กรีดเปิดผืนดิน” เป็นร่องลึกรูปตัว V โดยใช้หินแกรนิตสีดำขัดเงาฝังลงไปใต้เนินหญ้า ราวกับบาดแผลสงครามที่ค่อย ๆ สมานตัวเข้ากับธรรมชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


กระแสต้านรุนแรง: “แผลเป็นสีดำแห่งความอับอาย”

ทันทีที่มีการเปิดเผยแบบและตัวตนของผู้ออกแบบ คลื่นความโกรธแค้นก็ปะทุขึ้นจากกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมและทหารผ่านศึกบางกลุ่ม:

เสียงวิจารณ์ในวันแรก
มีผู้เรียกอนุสรณ์สถานนี้ว่า “A Black Gash of Shame” (รอยแผลสีดำแห่งความอับอาย) เพราะมองว่าสีดำสื่อถึงความโศกเศร้าและความพ่ายแพ้ ไม่เชิดชูความกล้าหาญหรือชัยชนะเหมือนอนุสรณ์สถานทั่วไป อีกทั้งยังมีกระแสเหยียดเชื้อชาติและเพศต่อมายา ลิน แต่เธอยืนหยัดปกป้องแนวคิดของตนเองอย่างกล้าหาญ จนกระทั่งมีข้อประนีประนอมให้สร้างรูปปั้นทหารทองสัมฤทธิ์ “The Three Soldiers” และเสาธงชาติเพิ่มไว้ในบริเวณใกล้เคียง


สถาปัตยกรรมปฏิสัมพันธ์: มิติแห่งการสัมผัสและภาพสะท้อน

เมื่ออนุสรณ์สถานเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ความเงียบงันและน้ำตาได้ลบล้างข้อกังขาและคำวิจารณ์ทั้งหมดลงในทันที:

องค์ประกอบการออกแบบ ปรัชญาและกลไกสถาปัตยกรรม ผลกระทบทางอารมณ์และความรู้สึก
หินแกรนิตสีดำขัดเงา (Black Granite) สั่งนำเข้าจากเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย ขัดเงาราวกับกระจกสะท้อนเงา เมื่อผู้เข้าชมยืนอ่านชื่อผู้ล่วงลับ จะมองเห็น เงาสะท้อนใบหน้าของตนเองซ้อนทับอยู่บนรายชื่อเหล่านั้น เชื่อมโยงคนที่มีชีวิตเข้ากับผู้เสียชีวิต
การเรียงลำดับตามกาลเวลา (Chronological Order) ไม่เรียงตามตัวอักษร A-Z แต่เรียงตามวันและเวลาที่เสียชีวิตหรือสูญหาย ตั้งแต่ปี 1959 ถึง 1975 รวมมากกว่า 58,000 รายชื่อ เพื่อนร่วมรบจะพบชื่อของสหายที่เสียชีวิตในสมรภูมิเดียวกันอยู่เคียงข้างกันเสมอ ราวกับหน้ากระดาษบันทึกประวัติศาสตร์การรบ
พิธีกรรมลอกลายชื่อ (Name Rubbing) การนำกระดาษมาทาบแล้วใช้ดินสอถูรอยสลักชื่อกลับบ้าน เปลี่ยนอนุสรณ์สถานแบบเดิมให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์ผ่านการสัมผัสทางกายภาพและความผูกพันทางใจ

แท่นบูชาแห่งความทรงจำ: สิ่งของที่ถูกทิ้งไว้ใต้แนวกำแพง

ปรากฏการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดล่วงหน้าคือ ผู้คนหลายล้านคนเริ่มนำสิ่งของส่วนตัวมาวางทิ้งไว้ใต้แนวกำแพงหินสีดำแห่งนี้:

  • อนุสรณ์แห่งความผูกพันข้ามกาลเวลา
    จดหมายที่เขียนถึงเพื่อนผู้ล่วงลับ เหรียญกล้าหาญ ป้ายชื่อทหาร (Dog Tags) ดอกไม้ ของเล่น ตุ๊กตา รองเท้าบูทเก่า และแม้กระทั่งกระป๋องเบียร์ที่สัญญาว่าจะดื่มด้วยกันหลังสงครามเลิก
  • คลังวัตถุประวัติศาสตร์แห่งชาติ
    หน่วยงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ (NPS) จัดเก็บสิ่งของทุกชิ้นที่มีผู้นำมาวางไว้อย่างประณีต ปัจจุบันมีสิ่งของสะสมมากกว่า 400,000 ชิ้น กลายเป็นหนึ่งในคลังจดหมายเหตุทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษยชาติ

อนุสรณ์สถาน The Wall ของ Maya Lin ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญสงครามหรือเฉลิมฉลองการรบ แต่มันตั้งอยู่เพื่อย้ำเตือนถึง “ราคาที่แท้จริงของสงคราม” ซึ่งวัดด้วยชีวิตของมนุษย์แต่ละคนที่ถูกจารึกไว้บนเนื้อหิน และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดประตูสู่การยอมรับ เยียวยา และคืนศักดิ์ศรีให้แก่ทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามทุกคนอย่างสมบูรณ์


Exit mobile version