PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology ปฏิบัติการ Operation Homecoming (ค.ศ. 1973): เครื่องบิน Hanoi Taxi ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ Burst of Joy และบาดแผลที่ซ่อนอยู่หลังวันกลับบ้าน

ปฏิบัติการ Operation Homecoming (ค.ศ. 1973): เครื่องบิน Hanoi Taxi ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ Burst of Joy และบาดแผลที่ซ่อนอยู่หลังวันกลับบ้าน

หลังการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Accords) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1973 หนึ่งในภารกิจที่มีความหมายทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์มากที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ คือ ปฏิบัติการ Operation Homecoming ซึ่งเป็นภารกิจส่งตัวเชลยศึกชาวอเมริกัน (POWs) จำนวน 591 นาย ที่ถูกคุมขังในเรือนจำเวียดนามเหนือกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวและมาตุภูมิอย่างสมเกียรติ

photo-1541872703-74c5e44368f9?w=1200 ปฏิบัติการ Operation Homecoming (ค.ศ. 1973): เครื่องบิน Hanoi Taxi ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ Burst of Joy และบาดแผลที่ซ่อนอยู่หลังวันกลับบ้าน
การส่งตัวเชลยศึกชาวอเมริกันกลับสู่มาตุภูมิในปฏิบัติการ Operation Homecoming ค.ศ. 1973

อากาศยานประวัติศาสตร์: C-141 Starlifter “Hanoi Taxi”

สัญลักษณ์หลักของปฏิบัติการนี้คือเครื่องบินลำเลียงไอพ่น Lockheed C-141 Starlifter (หมายเลขประจำเครื่อง 65-9400) ซึ่งได้รับชื่อเล่นว่า “Hanoi Taxi”

  • เที่ยวบินแรกสู่อิสรภาพ
    ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1973 Hanoi Taxi บินลงจอดที่สนามบินเกียลัม (Gia Lam Airport) ในกรุงฮานอย เพื่อรับเชลยศึกชุดแรกจำนวน 40 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักบินที่ถูกจองจำมายาวนานหลายปีรวมถึง John McCain
  • เสียงโห่ร้องเมื่อล้อพ้นรันเวย์
    ทันทีที่กัปตันประกาศว่าเครื่องบินทะยานพ้นเขตน่านฟ้าของเวียดนามเหนือแล้ว เสียงโห่ร้อง ไชโย และการกอดกันทั้งน้ำตาของเหล่านักบินก็ดังกึกก้องไปทั่วห้องโดยสาร
  • จุดแวะพักฟื้นที่ฟิลิปปินส์
    เชลยศึกถูกนำตัวไปตรวจร่างกาย ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และเปลี่ยนเครื่องแบบใหม่ที่ฐานทัพอากาศคลาร์ก (Clark Air Base) ประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนจะบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกลับสู่แผ่นดินแม่

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


ภาพถ่ายรางวัลพูลิตเซอร์ “Burst of Joy” และความจริงเบื้องหลังรอยยิ้ม

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นตัวแทนของวันกลับบ้านที่โด่งดังไปทั่วโลกคือภาพ “Burst of Joy” ถ่ายโดย Sal Veder ช่างภาพของสำนักข่าว Associated Press (AP) ณ ฐานทัพอากาศ Travis รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1973

ช่วงเวลาแห่งความปีติ
ภาพดังกล่าวจับวินาทีที่ ลอร์รี สตริร์ม (Lorrie Stirm) เด็กหญิงวัย 15 ปี กำลังกางแขนและวิ่งถลาเข้าไปหา พันโท โรเบิร์ต แอล. สตริร์ม (Lt. Col. Robert L. Stirm) บิดาผู้เป็นนักบินขับไล่ที่รอดชีวิตจากการถูกคุมขังในเรือนจำฮัวโลนานกว่า 5 ปี โดยมีสมาชิกในครอบครัววิ่งตามมาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข ภาพนี้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) ในปี 1974 และกลายเป็นภาพจำแห่งความหวังและการสิ้นสุดของสงครามสำหรับชาวอเมริกันทั้งประเทศ

ทว่าเบื้องหลังภาพอันงดงามนั้นกลับซ่อนความจริงอันเจ็บปวดไว้ เพียงไม่กี่วันก่อนเดินทางถึงบ้าน พ.ท. สตริร์ม ได้รับจดหมายจากภรรยาซึ่งแจ้งให้ทราบว่าเธอได้ตัดสินใจขอหย่าและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายอื่นระหว่างที่เขาถูกคุมขัง ภาพดังกล่าวจึงกลายเป็นภาพสะท้อนทั้งความสุขในระดับชาติและความแตกร้าวในระดับครอบครัวที่สงครามได้ทิ้งไว้


บาดแผลที่ซ่อนอยู่: ความยากลำบากในการปรับตัวหลังวันกลับบ้าน

การกลับสู่บ้านไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความทุกข์ทรมาน เชลยศึกส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับคลื่นลมชีวิตระลอกใหม่ที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน:

มิติผลกระทบสภาพความเป็นจริงที่พบการเยียวยาและฟื้นฟู
สุขภาพร่างกายกระดูกหักผิดรูปจากการดีดตัวและถูกทรมาน โรคขาดสารอาหารเรื้อรัง พยาธิ และการติดเชื้อในระบบประสาทต้องเข้ารับการผ่าตัดจัดกระดูกและบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายภาพนานหลายปี
สุขภาพจิต (PTSD)ฝันร้าย อาการตื่นตระหนกจากเสียงดัง ความหวาดระแวง และความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมทหารหลายนายต้องพึ่งพาจิตบำบัดระยะยาวเพื่อก้าวข้ามความทรงจำในห้องขังเดี่ยว
ช่องว่างทางสังคมและวัฒนธรรมโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งค่านิยม วัฒนธรรมฮิปปี้ แฟชั่น และกระแสต้านสงครามรู้สึกแปลกแยกในบ้านของตนเอง ลูก ๆ เติบโตเป็นวัยรุ่นโดยที่จำหน้าพ่อแทบไม่ได้

มรดกของเชลยศึก: โครงการศึกษาทางการแพทย์ที่ยาวนานที่สุด

สิ่งที่น่าทึ่งคือ อัตราการปรับตัวกลับสู่ชีวิตปกติ (Resilience) ของเชลยศึกในปฏิบัติการ Operation Homecoming จัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับทหารผ่านศึกทั่วไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นนักบินนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่มีระเบียบวินัยและได้รับการฝึกการเอาชีวิตรอด (SERE) มาเป็นอย่างดี

กองทัพสหรัฐฯ ได้ก่อตั้งศูนย์ Robert E. Mitchell Center for Prisoner of War Studies ในรัฐฟลอริดา เพื่อติดตามสุขภาพกายและใจของเชลยศึกกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 50 ปี กลายเป็นโครงการวิจัยทางจิตวิทยาและสรีรวิทยาของเชลยศึกที่ครอบคลุมและยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์โลก

ส่วนเครื่องบิน Hanoi Taxi ยังคงบินรับใช้ชาติต่อไปในหลากหลายสมรภูมิ รวมถึงภารกิจอพยพผู้ประสบภัยพายุเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2005 ก่อนจะปลดประจำการอย่างเป็นทางการในปี 2006 และถูกนำไปจัดแสดงถาวรเคียงข้างเครื่องบินลำประวัติศาสตร์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกองทัพอากาศสหรัฐฯ (National Museum of the USAF) ในฐานะพาหนะที่พาวีรบุรุษผู้ถูกจองจำบินกลับบ้าน


Exit mobile version