ป้ายกำกับ: #History

ย้อนรอย Lockheed Martin F-22 Raptor: ราชาแห่งการครองอากาศยุคที่ 5 ที่ไม่มีวันส่งออกย้อนรอย Lockheed Martin F-22 Raptor: ราชาแห่งการครองอากาศยุคที่ 5 ที่ไม่มีวันส่งออก

Lockheed Martin F-22 Raptor คือเครื่องบินขับไล่ครองความเป็นเจ้าเวหา (Air Superiority Fighter) ยุคที่ 5 ลำแรกของโลก และยังคงได้รับการยอมรับในแวดวงการบินทหารว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจเดียวอย่างแท้จริง นั่นคือการกำราบและทำลายล้างภัยคุกคามทางอากาศทุกรูปแบบ ก่อนที่ข้าศึกจะทันรู้ตัวว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในน่านฟ้า


กำเนิดจากโครงการ Advanced Tactical Fighter (ATF)

ในช่วงทศวรรษ 1980 ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันในสงครามเย็น สหภาพโซเวียตได้เปิดตัวเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง Su-27 Flanker และ MiG-29 Fulcrum ซึ่งทัดเทียมหรืออาจเหนือกว่าเครื่องบินรบหลักของสหรัฐฯ อย่าง F-15 Eagle ในการต่อสู้ระยะประชิด

กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) จึงริเริ่มโครงการ ATF (Advanced Tactical Fighter) เพื่อสร้างเครื่องบินขับไล่เจเนอเรชันถัดไปที่ต้องผสมผสาน 4 คุณลักษณะสำคัญที่ไม่เคยมีในเครื่องบินลำไหนมาก่อน ได้แก่

  1. การล่องหนขั้นสูงสุด (Stealth)
  2. การบินด้วยความเร็วเหนือเสียงต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปิดสันดาปท้าย (Supercruise)
  3. ความคล่องตัวระดับสุดยอด (Superagility)
  4. ระบบประมวลผลและการรวมข้อมูลเซ็นเซอร์ขั้นสูง (Advanced Avionics)

ผลลัพธ์คือการชนะการประกวดแบบของต้นแบบ YF-22 เหนือคู่แข่งอย่าง YF-23 Black Widow II และนำไปสู่การพัฒนาเข้าประจำการจริงในชื่อ F-22 Raptor ในปี 2005


เสาหลักแห่งสมรรถนะ: เหตุใด Raptor จึงไร้เทียมทาน


สเตลธ์ระดับสุดขั้ว (All-Aspect Stealth)

ต่างจากเครื่องบินรบยุคก่อนหน้า F-22 ถูกออกแบบรูปทรง ขอบมุมปีก ช่องรับอากาศ และเคลือบวัสดุดูดซับคลื่นเรดาร์ (RAM) ให้กลืนหายไปในอากาศรอบทิศทาง 360 องศา ค่าพื้นที่หน้าตัดการสะท้อนของเรดาร์ (Radar Cross Section: RCS) ของ F-22 ถูกประเมินว่ามีขนาดเล็กเทียบเท่าเพียง “ลูกแก้วขนาดเล็ก” หรือ “แมลงภู่” ทำให้เรดาร์ข้าศึกเกือบจะมองไม่เห็นจนกว่าจะเข้ามาอยู่ในระยะที่สายเกินไป


ความเร็วแบบ Supercruise

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนทรงพลัง Pratt & Whitney F119-PW-100 จำนวน 2 เครื่อง ที่ให้แรงขับรวมกว่า 70,000 ปอนด์ ทำให้ F-22 สามารถบินเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงระดับ Mach 1.82 ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย (Afterburner) ข้อดีคือ:

  • ประหยัดเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล ทำให้มีรัศมีและเวลาลาดตระเวนในความเร็วสูงยาวนาน
  • ลดการแผ่รังสีอินฟราเรด (ความร้อน) จากไอพ่น ทำให้ขีปนาวุธตรวจจับความร้อนล็อกเป้าได้ยาก
  • เพิ่มพลังงานจลน์ให้กับขีปนาวุธที่ปล่อยออกจากตัวเครื่อง ทำให้ยิงได้ไกลและเร็วยิ่งขึ้น

ความคล่องตัวระดับปรากฏการณ์ (Thrust Vectoring)

F-22 ติดตั้งท่อขับดันแบบปรับทิศทางได้ 2 มิติ (2D Pitch-axis Thrust-Vectoring Nozzles) ที่ปลายท่อไอพ่น สามารถปรับมุมก้ม-เงยได้ถึง ±20 องศา ผสานกับระบบควบคุมการบินแบบ Fly-by-Wire คอมพิวเตอร์ ทำให้นักบินสามารถควบคุมท่าทางการบินที่ไม่เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์ปกติ (Post-Stall Maneuvers) เช่น การทำท่า Cobra Maneuver หรือการหมุนตัวกลับลำแทบจะหยุดนิ่งกลางอากาศได้อย่างง่ายดาย


ระบบเรดาร์และการรบเหนือเส้นขอบฟ้า (BVR Dominance)

หัวใจการตรวจจับคือเรดาร์ AESA แบบ AN/APG-77 ที่สามารถตรวจจับ ติดตาม และระบุเป้าหมายหลายเป้าหมายพร้อมกันในระยะไกลกว่า 200 กิโลเมตร พร้อมระบบ LPI (Low Probability of Intercept) ที่ปล่อยคลื่นเรดาร์ในลักษณะสุ่มความถี่ ทำให้เรดาร์แจ้งเตือนของข้าศึก (RWR) ไม่สามารถจับสัญญาณได้ว่ากำลังถูก F-22 สแกนและล็อกเป้าหมายอยู่


คลังแสงภายในตัวเครื่อง

เพื่อรักษาคุณสมบัติการล่องหน F-22 จะซ่อนอาวุธทั้งหมดไว้ในห้องเก็บอาวุธภายในลำตัว (Internal Weapon Bays) 3 จุด:

  • ช่องเก็บอาวุธหลักใต้ท้องเครื่อง
    บรรทุกขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง-ไกลนำวิถีด้วยเรดาร์แบบ AIM-120 AMRAAM ได้สูงสุด 6 นัด (หรือเปลี่ยนเป็นระเบิดนำวิถี JDAM ขนาด 1,000 ปอนด์ 2 ลูก ร่วมกับ AMRAAM 2 นัด สำหรับภารกิจโจมตีภาคพื้น)
  • ช่องเก็บอาวุธด้านข้างลำตัว (Side Bays)
    ติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะใกล้ตรวจจับความร้อนแบบ AIM-9X Sidewinder ข้างละ 1 นัด (รวม 2 นัด)
  • ปืนใหญ่อากาศ
    ปืนกลแกตลิง 6 ลำกล้องหมุน M61A2 Vulcan ขนาด 20 มม. ซ่อนอยู่หลังบานพับเปิด-ปิดด้านขวาของลำตัว บรรจุกระสุน 480 นัด

กฎหมายห้ามขายและจุดสิ้นสุดของสายการผลิต

แม้ F-22 จะเป็นเครื่องบินรบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการครองอากาศ แต่กลับมีเครื่องบินถูกผลิตออกมาเพียง 187 ลำ สำหรับฝูงบินปฏิบัติการจริง (รวมเครื่องบินทดสอบเป็น 195 ลำ) เนื่องจากเหตุผลสำคัญหลายประการ

  • การสั่งห้ามส่งออกโดยกฎหมาย
    สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม Obey Amendment (1998) สั่งห้ามขาย F-22 ให้แก่ชาติต่าง ๆ แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างญี่ปุ่น อิสราเอล หรือออสเตรเลีย เพื่อรักษาเทคโนโลยีลับสุดยอดด้านสเตลธ์และระบบขับดันไม่ให้รั่วไหล
  • การล่มสลายของภัยคุกคาม
    หลังสงครามเย็นสิ้นสุด สหรัฐฯ เข้าสู่ยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งแทบไม่มีการสู้รบทางอากาศ F-22 จึงดู “ทรงพลังเกินจำเป็น” (Overkill)
  • ราคาและค่าบำรุงรักษา
    ค่าตัวต่อลำที่พุ่งสูงกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (และแตะกว่า 300 ล้านดอลลาร์หากรวมค่าวิจัย) รวมถึงผิวเคลือบสเตลธ์รุ่นแรกที่ต้องดูแลรักษาในโรงเก็บควบคุมอุณหภูมิ ทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโรเบิร์ต เกตส์ สั่งปิดสายการผลิตลงในปี 2011 เพื่อโยกงบประมาณไปผลักดันโครงการ F-35 ที่ใช้งานได้หลากหลายและมีต้นทุนต่ำกว่า

สถานะและอนาคตในสมรภูมิ

ปัจจุบัน F-22 ยังคงทำหน้าที่เป็น “หมัดแรก” และเครื่องบินระดับหัวหอกของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการเคลียร์น่านฟ้าเพื่อเปิดทางให้เครื่องบินแบบอื่นเข้าสู่พื้นที่รบ โดยได้รับการอัปเกรดระบบสื่อสาร ลิงก์ข้อมูล และซอฟต์แวร์นำวิถีอย่างต่อเนื่อง


แม้จะมีจำนวนจำกัดและถูกวางแผนให้เริ่มทยอยปลดประจำการในอนาคตเพื่อส่งไม้ต่อให้กับโครงการครองอากาศยุคที่ 6 (Next Generation Air Dominance: NGAD) แต่ F-22 Raptor ก็ได้จารึกชื่อไว้ในฐานะเครื่องจักรกลสงครามที่พลิกคำนิยามของการรบทางอากาศ และเป็นมาตรฐานสูงสุดของการครองน่านฟ้าที่ยากจะหาใครเทียบเคียงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา