ป้ายกำกับ: Blade Runner

Metropolis (1927): รอยร้าวในเมืองสวรรค์ และหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกภาพยนตร์Metropolis (1927): รอยร้าวในเมืองสวรรค์ และหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกภาพยนตร์

ภาพยนตร์เงียบ (Silent Film) เรื่องนี้คือหนึ่งในเสาหลักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก และเป็น “บิดาแห่งภาพยนตร์ไซไฟดิสโทเปีย” ที่ส่งอิทธิพลต่อหนังยุคหลังอย่าง Star Wars, Blade Runner และ The Matrix

หากพูดถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อมนุษยชาติมากที่สุด ชื่อของ Metropolis (1927) ของผู้กำกับ ฟริตซ์ แลง จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ เสมอ ด้วยทุนสร้างมหาศาลในยุคนั้น (กว่า 5 ล้านไรชส์มาร์ก) และการถ่ายทำที่ยาวนานถึง 17 เดือน หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางเทคนิคภาพ แต่เป็นบทวิพากษ์สังคม การเมือง และชนชั้นที่เฉียบคมเหนือกาลเวลา


โครงเรื่อง: โลกสองใบในมหานครเดียว

เรื่องราวเกิดขึ้นในอนาคต ณ มหานครเหล็กกล้าอันล้ำสมัยนามว่า Metropolis สังคมในเมืองนี้ถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดเป็น 2 ชนชั้น

  • ชนชั้นผู้นำและนักคิด (สมอง): ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับอยู่บนสวรรค์บนยอดตึกสูงระฟ้า รายล้อมด้วยศิลปะ ความบันเทิง และเทคโนโลยี
  • ชนชั้นแรงงาน (มือ): อาศัยอยู่ใต้ดินอันมืดมิด ทำงานหนักปานเครื่องจักรเพื่อขับเคลื่อนพลังงานให้เมืองด้านบน โดยมี “เครื่องจักรโมล็อค” (Moloch Machine) ที่คอยกลืนกินชีวิตและหยาดเหงื่อของแรงงานไปวัน ๆ

จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ เฟรเดอร์ (Freder) ลูกชายของผู้นำสูงสุดของเมือง ได้พบกับ มาเรีย (Maria) หญิงสาวจากชนชั้นแรงงานผู้เป็นเหมือนศาสดาที่คอยปลอบประโลมและเทศนาให้เหล่ากรรมกรมีความหวัง เฟรเดอร์ได้ตามเธอลงไปใต้ดินและพบกับความจริงอันโหดร้าย เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็น “หัวใจ” เพื่อเชื่อมโยง “สมอง” (พ่อของเขา) และ “มือ” (ผู้ใช้แรงงาน) เข้าด้วยกัน


หุ่นยนต์มาเรีย (Maschinenmensch): ต้นแบบไซบอร์กโลก

สิ่งที่เป็นภาพจำและทรงคุณค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “Maschinenmensch” หรือมนุษย์จักรกล (Machine-Human) ซึ่งถือเป็น หุ่นยนต์ตัวแรกที่ปรากฏในโลกภาพยนตร์

ในเรื่อง นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องนามว่า ร็อตแวง (Rotwang) ได้สร้างหุ่นยนต์เหล็กขึ้นมา และปลอมแปลงรูปลักษณ์ภายนอกให้กลายเป็น “มาเรียตัวปลอม” เพื่อส่งเข้าไปปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลในหมู่แรงงาน หุ่นยนต์มาเรียตัวนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่งดงามและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต่อมา จอร์จ ลูคัส ได้ยอมรับว่าดีไซน์ของหุ่นยนต์ตัวนี้คือแรงบันดาลใจโดยตรงในการสร้างหุ่น C-3PO ในภาพยนตร์ Star Wars


ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและแนวคิดเผด็จการ

สิ่งที่ภาพยนตร์สะท้อนออกมาได้อย่างทรงพลังคือ ความเหลื่อมล้ำและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่หายไปในยุคอุตสาหกรรม แรงงานในเรื่องถูกลดทอนให้เดินแถวหน้าตรง ไร้ชีวิตชีวา ทำงานขยับฟันเฟืองตามเวลาที่กำหนด หากใครหมดแรงก็จะถูกเหวี่ยงทิ้งและแทนที่ด้วยคนใหม่ทันที

แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็แสดงให้เห็นความน่ากลัวของ “การปฏิวัติที่ไร้การควบคุม” เมื่อหุ่นยนต์มาเรียปลุกปั่นให้ผู้ใช้แรงงานพังทำลายระบบเครื่องจักร ผลลัพธ์กลับไม่ใช่เสรีภาพ แต่เป็นน้ำท่วมเมืองใต้ดินที่เกือบจะคร่าชีวิตลูกหลานของพวกเขาเอง สะท้อนให้เห็นมุมมองทางการเมืองในยุคสาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมนีก่อนยุคนาซี) ที่มีความหวาดกลัวทั้งระบบทุนนิยมสุดโต่งและระบบคอมมิวนิสต์ที่ใช้ความรุนแรง


บทสรุป: “หัวใจต้องเป็นตัวกลางระหว่างสมองและมือ”

ปรัชญาหลักที่หนังทิ้งท้ายไว้คือประโยคคลาสสิกที่ว่า “The Mediator Between the Head and the Hands Must Be the Heart” (ผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างสมองและมือ จะต้องเป็นหัวใจ)

แม้ว่าตอนจบของหนังจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักคิดบางคน (เช่น เอช. จี. เวลส์) ว่าแก้ปัญหาชนชั้นอย่างง่ายดายและโลกสวยเกินไปหน่อย แต่ในแง่ของงานสร้าง visual effect การใช้แสงเงาแบบ German Expressionism และการคาดการณ์โลกอนาคต Metropolis (1927) ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลกโดย UNESCO และเป็นต้นแบบดิสโทเปียที่ไม่มีวันตายของโลกภาพยนตร์ครับ



อ่านเพิ่มเติม