ป้ายกำกับ: bioengineering

พริกเบอร์รี่ เบอร์รี่พริกพริกเบอร์รี่ เบอร์รี่พริก

ในมุมมองทางพฤกษศาสตร์ ผลพริกทุกเม็ดจัดว่าเป็น “ผลเบอร์รี่” (Berry) ชนิดแท้จริง แต่เมื่อมนุษย์เริ่มผสมผสานเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรเข้ากับเทรนด์อาหารสมัยใหม่ การพัฒนา “เบอร์รี่พริก” (Chili Berry) จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่คำจำกัดความทางชีววิทยาอีกต่อไป หากแต่เป็นโจทย์วิจัยอันน่าทึ่ง: ทำอย่างไรให้ผลไม้ตระกูลพริก มีสัมผัส กลิ่น และความหวานสดชื่นเหมือนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แต่ยังคงอัตลักษณ์หรือคุณประโยชน์ของพริกไว้ได้อย่างลงตัว?


จุดเริ่มต้น: สลายกำแพงระหว่าง “ผักสวนครัว” กับ “ผลไม้ทานเล่น”

ตลอดหลายศตวรรษ การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พริกของมนุษย์มุ่งเน้นไปที่สองขั้วสุดโต่ง ขั้วหนึ่งคือ การไล่ล่าความเผ็ดจัด เพื่อทุบสถิติโลก (เช่น Carolina Reaper หรือ Pepper X) และอีกขั้วหนึ่งคือ การขยายผลให้ใหญ่เพื่อลดความเผ็ด จนกลายเป็นพริกหวาน (Bell Pepper)

ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักปรับปรุงพันธุ์พืชหันมาสนใจช่องว่างใหม่ นั่นคือ พริกผลกลมขนาดจิ๋ว (Berry-sized) ที่กินสดได้เหมือนผลไม้ป่า โดยมีเป้าหมายหลักคือ

  • ขนาดพอดีคำ เคี้ยวแตกในปาก (Bite-sized / Snacking pepper)
  • เนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ และมีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสสูง
  • ควบคุมความเผ็ดให้อยู่ในระดับที่เพลิดเพลิน ไม่ทรมานลิ้น
  • อัดแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากสีสันเหมือนผลเบอร์รี่

วิทยาการเบื้องหลังการพัฒนาสายพันธุ์

การสร้างเบอร์รี่พริกให้มีรสชาติกลมกล่อม ต้องอาศัยการผสมผสานพันธุกรรมของพริกป่าโบราณเข้ากับเทคนิคพันธุศาสตร์พืชสมัยใหม่

  1. ดึงยีนจากพริกป่าโบราณ (Wild Ancestors)
    บรรพบุรุษของพริก เช่น สปีชีส์ Capsicum baccatum หรือ Capsicum chacoense มีผลขนาดเล็กกลมคล้ายลูกเบอร์รี่สีแดงสด นักวิจัยนำลักษณะสัณฐานวิทยาและกลิ่นหอมเฉพาะตัวแบบผลไม้ (Fruity / Floral notes) ของพริกป่าเหล่านี้มาเป็นฐานพันธุกรรม
  2. การปรับแต่งการสังเคราะห์สารแคปไซซิน
    แทนที่จะกำจัดความเผ็ดทิ้งไปจนกลายเป็นศูนย์เหมือนพริกหวาน การพัฒนาเบอร์รี่พริกมักเลือกระดับแคปไซซินให้อยู่ในจุดที่เรียกว่า “Warmth without Burn” (ความอุ่นซ่านที่ประมาณ 500 – 2,500 SHU) ซึ่งใกล้เคียงกับความซ่าของเครื่องเทศเบาๆ เพื่อขับเน้นความหวานของเนื้อผลให้เด่นชัดขึ้น
  3. การคัดเลือกรงควัตถุสีเข้ม (Pigment Engineering)
    เพื่อให้สมกับชื่อเบอร์รี่ การคัดเลือกพันธุ์ต้องดึงเม็ดสีต้านอนุมูลอิสระขึ้นมาให้เทียบเท่าบลูเบอร์รี่หรือราสเบอร์รี่ ทั้ง แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ให้เฉดสีม่วงเข้ม-ดำ, แคโรทีนอยด์และไลโคปีน ที่ให้สีส้มสดและแดงทับทิม

ตัวอย่างความสำเร็จในการปฏิวัติวงการ

หนึ่งในตัวแทนของเบอร์รี่พริกที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก คือ “Biquinho Pepper” (พริกหยดน้ำ) จากประเทศบราซิล ซึ่งมีรูปทรงผลคล้ายหยดน้ำหรือลูกเบอร์รี่เล็กๆ มีกลิ่นหอมฟรุตตี้ รสชาติหวานกรอบ และมีความเผ็ดเพียงเล็กน้อยที่ปลายลิ้น ปัจจุบันถูกนำไปดองใส่ขวดเสิร์ฟคู่กับชีสบอร์ด หรือกินแนมกับสลัดเหมือนมะเขือเทศราชินี

นอกจากนี้ ตลาดของว่างเพื่อสุขภาพยังต่อยอดไปสู่ Snack Pepper ทรงกลมพันธุ์ผสมใหม่ ๆ ที่พัฒนาเนื้อเยื่อให้บาง เมล็ดน้อย และมีรสชาติหวานนำ ทำให้เด็กและคนที่ไม่กินเผ็ดสามารถหยิบกินสดจากถุงได้เหมือนลูกเกดหรือเชอร์รี่


นัยสำคัญต่ออนาคตของอาหาร (Superfood ตัวใหม่)

การพัฒนาเบอร์รี่พริกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความแปลกใหม่บนจานอาหาร แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่น

  • วิตามินซีที่เหนือกว่าส้ม
    ผลพริกมีวิตามินซีตามธรรมชาติต่อน้ำหนักสูงกว่าผลไม้รสเปรี้ยวหลายชนิด เมื่อพัฒนาให้ทานสดได้ง่าย ร่างกายจึงได้รับวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนแบบสดใหม่โดยไม่ผ่านความร้อน
  • กระตุ้นการเผาผลาญโดยไม่ระคายเคือง
    แคปไซซินในปริมาณน้อย ๆ ของเบอร์รี่พริกช่วยกระตุ้นอัตราการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) และการไหลเวียนโลหิต โดยไม่ทำร้ายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • มิติใหม่ของการจับคู่อาหาร (Food Pairing)
    เชฟยุคใหม่นำเบอร์รี่พริกไปใช้ในของหวาน เช่น ไอศกรีมเชอร์เบท, ผสมในช็อกโกแลต, โรยหน้าทาร์ตผลไม้ หรือทำเป็นแยมรสหวานอมเผ็ดสำหรับทานคู่กับเนื้อสัตว์ย่าง

การพัฒนา “เบอร์รี่พริก” จึงเปรียบเสมือนการปิดวงจรประวัติศาสตร์อันยาวนานของพริก จากอาวุธเคมีในป่าดงดิบที่สร้างความเผ็ดร้อนเพื่อขับไล่สัตว์ กลับมาสู่ผลไม้ขนาดพอดีคำที่มอบทั้งความหวาน สดชื่น และรสสัมผัสที่มีชีวิตชีวา สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติและวิทยาศาสตร์อาหารสามารถร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับลิ้นของมนุษย์ได้ไม่รู้จบ



อ่านเพิ่มเติม