ป้ายกำกับ: ช่องว่าง

Bar Chart (แผนภูมิแท่งแนวนอน)Bar Chart (แผนภูมิแท่งแนวนอน)

ในบรรดาแผนภูมิพื้นฐานที่เราคุ้นเคย Bar Chart หรือแผนภูมิแท่งแนวนอน มักถูกมองข้ามไปใช้แผนภูมิแท่งแนวตั้ง (Column Chart) แทนบ่อยครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แผนภูมิแท่งแนวนอนมีข้อได้เปรียบที่สำคัญมากในแง่ของการออกแบบและการอ่านข้อมูลครับ


ทำไมต้องเป็นแนวนอน? (The Power of Horizontal)

ความแตกต่างทางเทคนิคระหว่างแนวตั้งและแนวนอนนั้นมีเพียงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ในการสื่อสารนั้นต่างกันมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้:

  • ชื่อหมวดหมู่ที่ยาวเกินไป: หากคุณมีชื่อสินค้าหรือชื่อแผนกที่ยาวมาก ในแผนภูมิแนวตั้งคุณมักจะต้องเขียนตัวอักษรเอียง 45 องศา หรือตัดคำจนอ่านยาก แต่ในแผนภูมิแนวนอน คุณมีพื้นที่ด้านซ้ายเหลือเฟือสำหรับการวางข้อความให้อ่านง่ายในระดับสายตาปกติ
  • การจัดอันดับ (Ranking): สายตาของมนุษย์เราคุ้นเคยกับการอ่านจากบนลงล่าง การเรียงลำดับจาก “มากที่สุด” ไปยัง “น้อยที่สุด” ในแผนภูมิแนวนอนจะให้ความรู้สึกเหมือนการประกาศรายชื่อผู้ชนะ (Leaderboard) ซึ่งเป็นธรรมชาติมากกว่าการดูจากซ้ายไปขวา
  • จำนวนข้อมูลที่มาก: หากคุณมีข้อมูลมากกว่า 15 ชุด การใช้แผนภูมิแนวนอนจะช่วยให้คุณสามารถขยายความยาวของหน้าเว็บหรือเอกสารลงมาได้เรื่อยๆ โดยไม่ทำให้แผนภูมิดูเบียดเสียดจนเกินไป

เทคนิคการทำ Bar Chart ให้ดูเป็นมืออาชีพ

1. เรียงลำดับข้อมูลเสมอ: เว้นแต่ว่าข้อมูลของคุณจะเป็นเรื่องของเวลา (เช่น มกราคม, กุมภาพันธ์) แนะนำให้เรียงลำดับจากค่ามากไปหาน้อยเสมอ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นประเด็นสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องเปรียบเทียบความยาวแท่งด้วยตัวเอง

2. แกนตัวเลขต้องเริ่มจากศูนย์: เช่นเดียวกับแผนภูมิแท่งทุกประเภท การเริ่มแกนจากตัวเลขอื่นจะทำให้สัดส่วนความยาวของแท่งกราฟบิดเบือนไปจากความเป็นจริง และอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดได้

3. ความกว้างของแท่งที่เหมาะสม: ช่องว่างระหว่างแท่งควรมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของความกว้างของแท่งกราฟ เพื่อไม่ให้แท่งกราฟดูหนาหรือบางจนเกินไปจนเสียสมดุล


สรุป

Bar Chart ไม่ได้เป็นแค่กราฟที่สลับแกนมาจากแนวตั้ง แต่มันคือเครื่องมือที่แก้ปัญหาเรื่อง “พื้นที่” และ “การจัดลำดับ” ได้อย่างดีเยี่ยม หากครั้งหน้าคุณต้องนำเสนอรายชื่อสินค้าขายดีหรือผลสำรวจที่มีชื่อยาวๆ อย่าลืมเลือกใช้แผนภูมิแท่งแนวนอนนะครับ


อ่านเพิ่มเติม