Kinetic Art (ศิลปะจลนศิลป์) คือ ศิลปะที่ “เคลื่อนไหวได้” ครับ โดยตัวงานจะไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ เหมือนภาพวาดหรือรูปปั้นทั่วไป แต่จะใช้การขยับ การหมุน หรือการเปลี่ยนรูปทรงมาเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารกับคนดู
จุดเริ่มต้นของศิลปะแนวนี้บูมมากในช่วงศตวรรษที่ 20 (ประมาณช่วงปี 1950s – 1960s) โดยศิลปินมองว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถดึงมิติของ “เวลา” และ “ความเคลื่อนไหว” เข้ามาเกี่ยวได้
พลังงานที่ทำให้ Kinetic Art เคลื่อนไหว
งาน Kinetic Art จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานหลัก ๆ 3 รูปแบบ ได้แก่
- พลังงานธรรมชาติ: พึ่งพาแรงลม (เช่น โมบายเปลี่ยนรูปทรง หรือประติมากรรมกลางแจ้งที่หมุนตามลม) แรงโน้มถ่วง หรือแม้แต่การเดินผ่านของคนดูที่ทำให้เกิดกระแสลม
- พลังงานกล/ไฟฟ้า: ใช้มอเตอร์, เฟือง, สปริง หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมให้ขยับเป็นจังหวะที่แน่นอน
- ภาพลวงตา (Op Art): ตัวงานไม่ได้ขยับจริง ๆ แต่ใช้เส้นสาย ลวดลาย หรือการจัดวางมุมมองทางสายตาที่ทำให้คนดูรู้สึกว่ามันกำลังสั่นหรือเคลื่อนไหวอยู่เมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง
ศิลปินระดับไอคอนของวงการ
ถ้าพูดถึง Kinetic Art จะมีชื่อของศิลปินกลุ่มนี้ขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ เสมอครับ
- Alexander Calder: บิดาแห่งโมบาย (Mobile) เขาคือคนแรก ๆ ที่นำแผ่นโลหะและลวดมาดัดต่อกัน แขวนไว้กับเพดาน แล้วปล่อยให้มันหมุนไปตามกระแสลมอย่างอิสระ
- Jean Tinguely: ศิลปินที่ชอบสร้าง “เครื่องจักรประหลาด” ที่ดูเหมือนหุ่นยนต์พัง ๆ นำเศษเหล็ก เฟือง และมอเตอร์มาประกอบกันให้มันขยับเสียงดัง ดูโกลาหลและเสียดสีชีวิตในยุคอุตสาหกรรม
- Theo Jansen: เจ้าของผลงาน “Strandbeest” (สัตว์ประหลาดชายหาด) ที่สร้างโครงสร้างคล้ายสิ่งมีชีวิตจากท่อ PVC และเดินได้เองบนหาดทรายอย่างน่าทึ่งเพียงแค่โดนแรงลมพัด
ปัจจุบัน Kinetic Art ได้วิวัฒนาการไปไกลมาก โดยมีการผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว, โปรแกรมคอมพิวเตอร์, และการเขียนโค้ดเพื่อควบคุมกลไกความร้อนหรือไฟฟ้า ทำให้งานสามารถโต้ตอบ (Interactive) กับคนที่เดินผ่านไปมาได้แบบ Real-time ครับ
อ่านเพิ่มเติม