การทำ Symbolic Link บนฮาร์ดไดรฟ์ (HDD) เดียวกัน พื้นที่เก็บข้อมูล จะไม่ถูกใช้เป็น 2 เท่า เนื่องจากตัวไฟล์ Symbolic Link ทำหน้าที่เสมือนทางลัด (Shortcut) ที่เก็บบันทึกที่อยู่ของไฟล์หรือโฟลเดอร์ต้นทางไว้เท่านั้น โดยมีขนาดไฟล์เพียงไม่กี่ไบต์ และระบบปฏิบัติการจะดึงข้อมูลจากตำแหน่งจริงบนดิสก์ชุดเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้าถึงผ่านเส้นทางใด
แม้พฤติกรรมหลักในการประหยัดพื้นที่และความหมายพื้นฐานจะเหมือนกันทุกระบบปฏิบัติการ แต่ในรายละเอียดการใช้งาน คำสั่ง และการจัดการของ Windows, Linux และ macOS จะมีความแตกต่างกันดังนี้ครับ
Windows
- คำสั่ง
ใช้คำสั่งmklinkผ่าน Command Prompt (ในฐานะ Administrator) สำหรับไฟล์ หรือเติม/dสำหรับโฟลเดอร์ เช่นmklink /d "C:\Link" "D:\Target" - ประเภท
รองรับทั้ง Symbolic Link (ชี้ได้ทั้งไฟล์และโฟลเดอร์ ข้ามไดรฟ์ได้) และ Hard Link (ใช้ได้เฉพาะกับไฟล์ในไดรฟ์เดียวกัน ซึ่งแชร์ข้อมูลบล็อกเดียวกันจริง ๆ หากลบต้นทาง ตัวลิงก์ยังคงใช้งานได้) - การทำงาน
จัดการผ่านระบบไฟล์ NTFS รองรับการทำงานร่วมกับโปรแกรมส่วนใหญ่ได้ดี แต่อาจมีซอฟต์แวร์บางตัวที่ไม่รองรับการรีไดเรกต์ Path
Linux
- คำสั่ง
ใช้คำสั่งln -s [เป้าหมาย] [ชื่อลิงก์]ผ่าน Terminal - ประเภท
แบ่งแยกชัดเจนระหว่าง Symbolic Link (Soft Link) ที่ชี้ไปยัง Path และ Hard Link ที่ชี้ไปยัง Inode เดียวกันภายใน Partition เดียวกัน - การทำงาน
เป็นมาตรฐานดั้งเดิมของระบบ Unix/Linux ทำงานได้เสถียรและเข้ากันได้ดีกับทุกไฟล์ระบบ (Ext4, XFS, Btrfs ฯลฯ) รวมถึงแอปพลิเคชันส่วนใหญ่
macOS
- คำสั่ง
ใช้คำสั่งln -s [เป้าหมาย] [ชื่อลิงก์]ผ่าน Terminal เช่นเดียวกับ Linux - ประเภท
รองรับทั้ง Symbolic Link และ Hard Link - การทำงาน
เนื่องจากพัฒนามาจากรากฐาน Unix (BSD) การทำงานจึงเทียบเคียง Linux แต่ระบบไฟล์ APFS ของ macOS จะมีฟีเจอร์ Clone ไฟล์แบบ Copy-on-Write เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งแตกต่างจากการทำลิงก์ทั่วไป
ข้อควรระวังทั่วไป หากไฟล์หรือโฟลเดอร์ต้นทางถูกลบหรือย้ายตำแหน่ง ตัว Symbolic Link จะกลายเป็น Broken Link (ลิงก์เสีย) และไม่สามารถใช้งานได้ทันที แม้ว่าการทำลิงก์จะไม่ทำให้เปลืองพื้นที่จัดเก็บก็ตาม