PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit

RAID: รวมพลังฮาร์ดดิสก์ เพิ่มสปีด เซฟข้อมูลไม่ให้หาย

เวลาที่เราซื้อคอมพิวเตอร์หรือกล่องเก็บข้อมูลอย่าง NAS มาใช้งาน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดคือ “ฮาร์ดดิสก์พัง” เพราะฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์เชิงกลที่มีอายุการใช้งาน วันดีคืนดีมันอาจจะจากเราไปพร้อมกับข้อมูลสำคัญทั้งหมด

เพื่อแก้ปัญหานี้ นักวิศวกรคอมพิวเตอร์จึงได้คิดค้นเทคโนโลยีที่ชื่อว่า RAID ขึ้นมา ซึ่งนอกจากมันจะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลหายแล้ว มันยังช่วยให้คอมพิวเตอร์ของเราอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วขึ้นอีกด้วย!


RAID คืออะไร?

RAID ย่อมาจาก Redundant Array of Independent Disks อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือ “เทคนิคการเอาฮาร์ดดิสก์หลายๆ ลูก มารวมพลังกันให้ทำงานเป็นลูกเดียว”

แทนที่เราจะมองเห็นฮาร์ดดิสก์แยกกันเป็น ไดรฟ์ C, D, E, F ระบบ RAID จะใช้ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์พิเศษ (RAID Controller) ในการมัดรวมฮาร์ดดิสก์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน แล้วหลอกคอมพิวเตอร์ให้มองเห็นเป็น “ไดรฟ์ก้อนใหญ่ก้อนเดียว” โดยระเบียบการกระจายข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ “ประเภทของ RAID” ที่เราเลือกใช้


กลุ่ม RAID มาตรฐานยอดฮิต (Standard RAID Levels)

นี่คือกลุ่ม RAID พื้นฐานที่เราพบเจอได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปจนถึงกล่อง NAS ทั่วไป


RAID 0 (Striping) — เน้นแรงทะลุนรก ไม่เน้นปลอดภัย


RAID 1 (Mirroring) — สายเซฟขั้นสุด ข้อมูลเหมือนกันเป๊ะ


RAID 5 (Distributed Parity) — ทางสายกลาง บาลานซ์ความคุ้มและความปลอดภัย


RAID 6 (Dual-Distributed Parity) — อัปเกรดเพื่อความปลอดภัยในยุคดิสก์ความจุสูง


กลุ่ม RAID มาตรฐานดั้งเดิม (ที่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว)

ในอดีตเคยมีเลเวลเหล่านี้อยู่ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีการใช้งานจริงในระบบสมัยใหม่เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี


กลุ่ม RAID แบบผสม (Nested / Hybrid RAID)

คือการเอาข้อดีของ RAID มาตรฐานมารวมกันมากกว่าหนึ่งเลเวล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขั้นสุดของเซิร์ฟเวอร์ระดับ Enterprise


กลุ่ม RAID ยุคใหม่ทางเลือก (Software & Proprietary RAID)

ด้วยข้อจำกัดของ RAID แบบดั้งเดิม (เช่น ฮาร์ดดิสก์ทุกลูกต้องมีความจุเท่ากันเป๊ะ ไม่งั้นพื้นที่ส่วนเกินจะเสียเปล่า) ค่ายผู้ผลิตและผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการจึงสร้างเทคนิคของตัวเองขึ้นมา


สรุปตารางเปรียบเทียบทุกระบบ RAID (ที่ยังคงมีการใช้งานในปัจจุบัน)

ประเภท RAIDจำนวนดิสก์ขั้นต่ำพื้นที่ที่ใช้งานได้ความเร็วความปลอดภัยพังได้พร้อมกันสูงสุด
RAID 02 ลูกเต็มจำนวน 100%🚀 เร็วมาก❌ ต่ำมาก0 ลูก
RAID 12 ลูกลดลงเหลือ 50%🔄 ปกติ🛡️ สูงมาก1 ลูก
RAID 53 ลูกหายไปเท่ากับความจุ 1 ลูก⚡ เร็วปานกลาง🛡️ สูง1 ลูก
RAID 64 ลูกหายไปเท่ากับความจุ 2 ลูก🔄 ปกติ🛡️ สูงมาก2 ลูก
RAID 104 ลูกลดลงเหลือ 50%🚀 เร็วมาก🛡️ สูงมาก1 – 2 ลูก
RAID 506 ลูกหายไปเท่ากับความจุกลุ่มละ 1 ลูก🚀 เร็วมาก🛡️ สูงกลุ่มละ 1 ลูก
RAID 608 ลูกหายไปเท่ากับความจุกลุ่มละ 2 ลูก🚀 เร็วมาก🛡️ สูงมากกลุ่มละ 2 ลูก
RAIDZ34 ลูกหายไปเท่ากับความจุ 3 ลูก⚡ เร็วปานกลาง🛡️ ปลอดภัยขั้นสุด3 ลูก

⚠️ คำเตือนสำคัญทิ้งท้าย: “RAID ไม่ใช่การ Backup”

มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเมื่อทำระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย RAID 1, 5, 6 หรือ RAIDZ เอาไว้แล้ว แปลว่าข้อมูลได้รับการแบคอัพแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อันตรายมากครับ!

RAID ช่วยปกป้องคุณจาก “ฮาร์ดแวร์พัง” แต่ไม่ได้ปกป้องคุณจาก “มนุษย์หรือซอฟต์แวร์”

หากคุณเผลอกด Delete ลบไฟล์ทิ้งด้วยความผิดพลาด หรือโดน มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) เข้ารหัสไฟล์ ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ทุกลูกในระบบ RAID จะถูกลบหรือถูกเข้ารหัสไปพร้อม ๆ กันทันทีในเสี้ยววินาที

ดังนั้น ต่อให้คุณจะทำระบบ RAID ที่เทพและปลอดภัยแค่ไหน คุณก็ยังจำเป็นต้องมีการสำรองข้อมูลที่สำคัญแยกออกไปไว้นอกเครื่อง (เช่น บน Cloud Storage หรือ External Drive อีกก้อนที่ไม่ได้ต่อคาไว้กับเครื่อง) ตามกฎการแบคอัพ 3-2-1 เสมอครับ!


อ่านเพิ่มเติม

Exit mobile version