PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology Operation Paperclip ปฏิบัติการลับที่เชื่อมโยงระหว่างการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง วิทยาการของพรรคนาซี และรากฐานของโครงการควบคุมจิตใจของ CIA (อย่าง MKUltra)

Operation Paperclip ปฏิบัติการลับที่เชื่อมโยงระหว่างการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง วิทยาการของพรรคนาซี และรากฐานของโครงการควบคุมจิตใจของ CIA (อย่าง MKUltra)

ก่อนที่โครงการควบคุมจิตใจอย่าง MKUltra จะถือกำเนิดขึ้นในยุคสงครามเย็น รากฐานทางองค์ความรู้ด้านเคมี ชีววิทยา และจิตวิทยาการทรมานของสหรัฐฯ ได้รับการถ่ายทอดมาจากหนึ่งในปฏิบัติการลับที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ Operation Paperclip (ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ) ภารกิจลับของกองทัพและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ในการลักลอบพา นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และแพทย์ชาวเยอรมันมากกว่า 1,600 คน (ซึ่งหลายคนเป็นอดีตสมาชิกระดับสูงของพรรคนาซีและหน่วย SS) เข้าสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อชุบตัวและทำงานให้แก่รัฐบาล

photo-1509316975850-ff9c5deb0cd9?w=1200 Operation Paperclip ปฏิบัติการลับที่เชื่อมโยงระหว่างการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง วิทยาการของพรรคนาซี และรากฐานของโครงการควบคุมจิตใจของ CIA (อย่าง MKUltra)
Operation Paperclip จุดเริ่มต้นการควบรวมมันสมองจากสงครามโลกครั้งที่สองสู่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ

ที่มาของชื่อ “Paperclip” และการแข่งขันแย่งชิงมันสมอง

ในช่วงที่นาซีเยอรมนีใกล้พ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1945 กองทัพสัมพันธมิตรตระหนักดีว่าเยอรมนีมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าโลกไปหลายสิบปี ทั้งจรวดขีปนาวุธ อาวุธเคมี และเวชศาสตร์การบิน

  • การแย่งชิงกับสหภาพโซเวียต
    สหรัฐฯ และโซเวียตต่างเปิดศึกเงียบเพื่อกวาดต้อนนักวิทยาศาสตร์เยอรมันเข้าประเทศตนเอง หากปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของสตาลิน ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเสียเปรียบอย่างมหาศาลในสงครามเย็นที่กำลังจะปะทุขึ้น
  • ที่มาของชื่อรหัส Paperclip
    เดิมทีปฏิบัติการนี้ใช้ชื่อว่า Operation Overcast แต่เปลี่ยนมาเป็น Operation Paperclip ตามพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่นำ คลิปหนีบกระดาษ (Paperclip) ไปหนีบไว้กับแฟ้มประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่กองทัพ “ต้องการตัวเป็นพิเศษ” เพื่อให้เอกสารเดินทางผ่านการอนุมัติอย่างรวดเร็ว
  • การฟอกประวัติ (Bleaching of Records)
    ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน มีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามรับตัวบุคคลที่มีประวัติเป็น “นาซีตัวจริง” หรือผู้ที่มีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมสงคราม ทว่าหน่วยข่าวกรองร่วม (JIOA) กลับแอบลบประวัติอาชญากรรม ทำลายบันทึกความเชื่อมโยงกับค่ายกักกัน และออกประวัติขาวสะอาดให้คนเหล่านี้เพื่อหลบเลี่ยงคำสั่งของประธานาธิบดี

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


ด้านสว่าง: วอน บราวน์ และการทะยานสู่อวกาศของ NASA

โฉมหน้าที่โด่งดังและได้รับการยอมรับมากที่สุดของ Operation Paperclip คือวงการวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมการบินอวกาศ:

แวร์นเฮอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun)
อดีตผู้พันในหน่วย SS และผู้สร้างจรวด V-2 อันร้ายกาจที่ถล่มกรุงลอนดอน ถูกพาตัวเข้าสหรัฐฯ พร้อมทีมงานหลายร้อยคน เขาได้กลายเป็นผู้อำนวยการศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลของ NASA และเป็นผู้ออกแบบจรวด Saturn V ขนาดยักษ์ที่พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในโครงการ Apollo 11 ประวัติศาสตร์ด้านมืดเกี่ยวกับแรงงานทาสในโรงงานผลิตจรวดใต้ดิน Mittelbau-Dora ของเขาจึงถูกสังคมมองข้ามไปเพื่อแลกกับชัยชนะในการแข่งขันด้านอวกาศ


ด้านมืด: การทดลองมนุษย์และสายธารสู่ CIA MKUltra

อีกด้านหนึ่งที่ถูกปกปิดไว้อย่างแน่นหนาคือ การพาตัว แพทย์และนักเคมีสายทหาร เข้ามาช่วยงานโครงการลับของกองทัพและ CIA ซึ่งกลายเป็นสะพานเชื่อมสู่โครงการ MKUltra โดยตรง:

บุคคลและองค์กร ภูมิหลังในยุคสงครามโลก บทบาทที่เชื่อมโยงกับ CIA และอาวุธควบคุมจิตใจ
เคิร์ต บลูเมอ (Kurt Blome) รองอธิบดีกรมสาธารณสุขของนาซี ผู้ทดลองฉีดเชื้อโรคระบาด แอนแทรกซ์ และสารเคมีใส่เชลยในค่ายกักกัน รอดพ้นโทษประหารในการไต่สวนคดีแพทย์นูเรมเบิร์ก (Nuremberg Doctors’ Trial) เพราะสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง ถูกว่าจ้างเข้าทำงานในโครงการวิจัยอาวุธชีวภาพที่ Fort Detrick เพื่อให้คำปรึกษาแก่กองทัพสหรัฐฯ และ CIA เรื่องการแพร่กระจายสารพิษและเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์
วอลเตอร์ ชไรเบอร์ (Walter Schreiber) นายพลแพทย์ของนาซี ผู้กำกับดูแลการทดลองทางการแพทย์กับนักโทษในค่ายกักกันดาเคา (Dachau) ถูกนำตัวมาช่วยงานโรงเรียนเวชศาสตร์การบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส ก่อนจะถูกกระแสสังคมกดดันจนต้องย้ายออกนอกประเทศในเวลาต่อมา
การทดลอง Mescaline ที่ค่ายดาเคา สู่ Project CHATTER แพทย์นาซีเคยนำสารหลอนประสาท Mescaline มาฉีดใส่นักโทษในค่ายดาเคาเพื่อทดสอบว่าสามารถทำลายเจตจำนงและเค้นความลับได้หรือไม่ กองทัพเรือสหรัฐฯ และ CIA ได้นำบันทึกการทดลองของนาซีชุดนี้มาเป็นต้นแบบในการเริ่มโครงการ Project CHATTER (1947) และ Project BLUEBIRD / ARTICHOKE ซึ่งพัฒนาต่อยอดกลายมาเป็น Project MKUltra ในปี 1953

ซิดนีย์ กอตต์ลีบ และมรดกทางพิษวิทยาของนาซี

เมื่อ ดร. ซิดนีย์ กอตต์ลีบ (Sidney Gottlieb) เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโครงการ MKUltra ในปี ค.ศ. 1953 เขาได้รับช่วงต่อข้อมูล รายงานวิจัย และบันทึกผลการทดลองสารเคมีต่อระบบประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ Paperclip ส่งมอบให้

  • การใช้สารหลอนประสาทแบบไม่จำกัดขอบเขต
    แนวคิดเรื่องการใช้สารอย่าง สโคโปลามีน (Scopolamine), เมสคาลีน (Mescaline) และการพัฒนาไปสู่ LSD ในระดับปริมาณเข้มข้น มีต้นตอมาจากสมมติฐานการสอบสวนเชลยศึกที่นักวิทยาศาสตร์นาซีได้ทดลองไว้แล้วในค่ายกักกัน
  • การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)
    พฤติกรรมการทดลองของ CIA ใน MKUltra ที่มองผู้ถูกทดลอง (ทั้งผู้ป่วยจิตเวช นักโทษ หรือพลเรือนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) เป็นเพียง “สิ่งมีชีวิตทดลอง” สะท้อนวัฒนธรรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตัดขาดจากมนุษยธรรม ซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรยากาศวิชาการของเยอรมนียุคสงคราม

Operation Paperclip จึงเป็นภาพสะท้อนของ “สัญญากับซาตาน” (Faustian Bargain) ที่สหรัฐฯ ยอมแลกหลักการความยุติธรรมและมนุษยธรรม ด้วยการอภัยโทษและฟอกขาวให้อดีตอาชญากรสงคราม เพื่อแลกกับความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีขีปนาวุธและวิทยาการข่าวกรอง ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของการทดลองลับที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงยุค MKUltra


Exit mobile version