JSON ย่อมาจาก JavaScript Object Notation เป็นรูปแบบการจัดเก็บและรับส่งข้อมูลที่เน้นความ “เบา” และอ่านง่าย ทั้งสำหรับมนุษย์และคอมพิวเตอร์ แม้จะมีชื่อขึ้นต้นด้วย JavaScript แต่ปัจจุบัน JSON กลายเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกภาษาโปรแกรม รองรับและใช้งานเป็นหลักแทนที่ XML ไปแล้วครับ นิยมอย่างมากในงาน API จน JSON คือภาษามาตรฐานที่ใช้คุยกันระหว่าง Browser และ Server รวมถึงระหว่าง Microservices ต่าง ๆ ด้วยความที่มันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทำให้มันกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในยุค Digital Transformation นี้ครับ
ทำไม JSON ถึงได้รับความนิยม
- อ่านง่าย: โครงสร้างไม่ซับซ้อน เห็นแล้วพอเดาได้ทันทีว่าข้อมูลคืออะไร
- กะทัดรัด: ไม่มี Tag เปิด-ปิด ยุ่งยากเหมือน XML ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็ก รับส่งข้อมูลได้เร็ว
- เป็นอิสระ: ใช้งานได้กับทุกภาษาโปรแกรม
โครงสร้างพื้นฐานของ JSON
JSON มีกฎเหล็กไม่กี่ข้อที่ต้องจำครับ ข้อมูลจะถูกเก็บในรูปแบบของ Key-Value Pairs โดยมีสัญลักษณ์สำคัญดังนี้
{ }: ใช้ล้อมรอบ Object[ ]: ใช้ล้อมรอบ Array:: ใช้คั่นระหว่าง Key และ Value,: ใช้คั่นระหว่างสมาชิกแต่ละตัว
ตัวอย่างหน้าตาของ JSON
{ "name": "Pitt Phunsanit", "age": 40, "is_admin": true, "skills": ["Nginx", "Docker", "Python"], "address": { "city": "Bangkok", "zipcode": "10160" }
}
ประเภทของข้อมูลที่เก็บได้
ใน JSON คุณสามารถเก็บข้อมูลได้หลายประเภท ดังนี้
| ประเภท | คำอธิบาย | ตัวอย่าง |
| String | ข้อความ | "Hello World" |
| Number | ตัวเลข | 1024, 3.14 |
| Boolean | ค่าความจริง | true, false |
| Array | รายการข้อมูลแบบลำดับ | [1, 2, 3] |
| Object | ข้อมูลซ้อนข้อมูล | {"key": "value"} |
| Null | ค่าว่างเปล่า | null |
ข้อควรระวัง
- Double Quotes เท่านั้น: ใน JSON กฎบังคับว่า Key และ String ต้องใช้ Double Quotes เท่านั้น ห้ามใช้ Single Quote (
') - Comma ตัวสุดท้าย: ห้ามใส่ Comma หลังสมาชิกตัวสุดท้ายใน Object หรือ Array
- ความปลอดภัย: เมื่อต้องนำ JSON ไปแสดงผลบนหน้าเว็บ ควรระวังเรื่อง XSS เสมอ
อ่านเพิ่มเติม