ในขณะที่หลายคนเห็นพริกแล้วต้องรีบเขี่ยออก แต่กลับมีคนอีกกลุ่มที่ถ้าอาหารมื้อนั้นขาดพริกไปก็แทบกินไม่ลง ทั้งที่รู้ว่ากินแล้วเหงื่อจะแตก ลิ้นจะชา ท้องไส้อาจปั่นป่วน แต่พวกเขาก็ยังเติมพริกป่น ตักพริกน้ำปลา และสั่งส้มตำแบบพริกสิบเม็ดอยู่ดี
อะไรคือแรงขับเคลื่อนทางชีววิทยาและจิตวิทยาที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลกที่ยอม “จ่ายเงินเพื่อซื้อความเจ็บปวด” มากินอย่างเอร็ดอร่อย?
เสพติดสารแห่งความสุข (Endorphin Rush)
ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติ แต่คือ ความเจ็บปวด (Pain) สารแคปไซซินในพริกจะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกร้อนที่ชื่อ TRPV1 ในช่องปาก ทำให้สมองเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อในปากกำลังถูกไฟเผา
เมื่อสมองจับสัญญาณว่าร่างกายกำลังได้รับบาดเจ็บ กลไกการป้องกันตัวเองจะทำงานทันทีด้วยการหลั่งสารเคมีสองตัว
- เอนดอร์ฟิน (Endorphin)
สารระงับปวดธรรมชาติที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม - โดปามีน (Dopamine)
สารแห่งรางวัลและความพึงพอใจ
อาการเหงื่อซึม ปากเบิร์น แต่หยุดตักเข้าปากไม่ได้ ก็คือปรากฏการณ์เดียวกับ “Runner’s High” ของคนที่วิ่งระยะไกลจนเจ็บกล้ามเนื้อแต่กลับรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ยิ่งกินเผ็ดยิ่งเจ็บ และยิ่งเจ็บ สมองก็ยิ่งประเคนความสุขกลับมาให้
มาโซคิสม์แบบไม่อันตราย (Benign Masochism)
ศาสตราจารย์พอล โรซิน (Paul Rozin) นักจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania ได้บัญญัติคำว่า “Benign Masochism” หรือพฤติกรรมชอบทรมานตัวเองในขอบเขตที่ปลอดภัย
มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สนุกกับการจำลองสถานการณ์อันตรายโดยที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ตาย เช่น
- การชอบดูหนังผีให้หัวใจเต้นแรง
- การยอมจ่ายเงินไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
- การกินพริกเผ็ดจัด
สมองส่วนหน้าที่ประมวลผลรู้ดีว่าพริกไม่ได้เผาลิ้นจนไหม้จริงๆ และเราจะไม่ตายจากต้มยำชามนี้ ความตื่นเต้นที่ร่างกายกรีดร้องว่า “อันตราย!” แต่จิตสำนึกรู้ว่า “เราปลอดภัย” สร้างความฟินและความท้าทายในระดับจิตใต้สำนึก
ตัวรับความรู้สึกด้านชา (Desensitization)
คนที่กินเผ็ดเก่งไม่ได้เกิดมาพร้อมกับลิ้นเหล็กตั้งแต่แรก แต่เกิดจากการฝึกฝนจนเซลล์ประสาทปรับตัว
เมื่อกินเผ็ดซ้ำ ๆ เป็นประจำ ตัวรับ TRPV1 จะเกิดสภาวะล้าและตอบสนองต่อแคปไซซินช้าลง ทำให้ระดับความทนทาน (Tolerance) สูงขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่คนทั่วไปกินแล้วแทบร้องไห้ คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกแค่ “อุ่น ๆ ในคอ” พวกเขาจึงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความเผ็ดขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้สารเคมีแห่งความสุขในปริมาณเท่าเดิม
ตัวขับรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer)
แคปไซซินในระดับที่พอเหมาะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในช่องปาก ทำให้ต่อมรับรสและเยื่อบุผิวตื่นตัว พร้อมทั้งกระตุ้นการผลิตน้ำลายในปริมาณมาก น้ำลายที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยกระจายโมเลกุลของรสชาติอื่น ๆ ทั้งเค็ม หวาน เปรี้ยว และอูมามิ ให้สัมผัสกับตุ่มรับรสได้ทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับคนที่ติดเผ็ด อาหารที่ไม่ใส่พริกจึงไม่ได้แค่ “ไม่เผ็ด” แต่พวกเขารู้สึกว่ามัน “จืดชืดและขาดมิติ” ไปอย่างสิ้นเชิง
วัฒนธรรมและจิตวิทยาสังคม
ในแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เม็กซิโก หรืออินเดีย พริกถูกใช้ในการถนอมอาหารและช่วยลดแบคทีเรียมานานนับร้อยปี การกินเผ็ดจึงถูกส่งต่อผ่านดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมตั้งแต่เด็กจนลิ้นเกิดความคุ้นชิน
นอกจากนี้ ในเชิงจิตวิทยาสังคม การกินเผ็ดยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับ ความกล้าหาญและความชอบผจญภัย มีงานวิจัยพบว่า คนที่มีบุคลิกภาพแบบชอบความตื่นเต้นท้าทาย (Sensation Seekers) มักจะมีแนวโน้มชอบอาหารรสเผ็ดจัดมากกว่าคนทั่วไป
การชอบกินพริกจึงไม่ใช่เรื่องของ “ลิ้นไม่รับรู้รส” หากแต่เป็นการทำงานร่วมกันของเคมีในสมองที่เปลี่ยนสัญญาณความเจ็บปวดให้กลายเป็นความรื่นรมย์ สำหรับสายแซ่บแล้ว เหงื่อที่หยดและปากที่เบิร์นไม่ใช่ความทรมาน แต่คือรสชาติของความสุขที่สารเอนดอร์ฟินกำลังทำงานอย่างเต็มที่นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม
- จริยธรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental Ethics, Climate Justice, SDGs, ความรับผิดชอบต่ออนาคต)
- โครงสร้างพระไตรปิฎกและการศึกษาเรียนรู้ (พระวินัยปิฎก, พระสุตตันตปิฎก, พระอภิธรรมปิฎก)
- Zootopia: นครสัตว์มหาสนุก?
- Kando (感動)
- ควันพิษแห่งเมโสอเมริกา: เมื่อชาวแอซเท็กเปลี่ยน “พริก” ให้กลายเป็นอาวุธสงคราม