PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology Agent Blue (สารสีน้ำเงิน): สงครามทำลายนาข้าว สารเคมีที่มีสารหนูและไร้สารไดออกซิน

Agent Blue (สารสีน้ำเงิน): สงครามทำลายนาข้าว สารเคมีที่มีสารหนูและไร้สารไดออกซิน

Agent Blue (สารสีน้ำเงิน) เป็นสารเคมีที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากสารเคมีตัวอื่นในตระกูล Rainbow Herbicides อย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Agent Orange, Pink หรือ Green มุ่งเน้นการทำลายใบไม้ในป่าทึบและมีสารปนเปื้อนไดออกซิน (Dioxin) แต่ Agent Blue ถูกออกแบบมาเพื่อ “สงครามตัดเสบียงอาหาร” โดยมีส่วนประกอบหลักเป็นสารประกอบสารหนูอินทรีย์ (Organic Arsenic) และปราศจากสารไดออกซินโดยสิ้นเชิง

photo-1509316975850-ff9c5deb0cd9?w=1200 Agent Blue (สารสีน้ำเงิน): สงครามทำลายนาข้าว สารเคมีที่มีสารหนูและไร้สารไดออกซิน
ยุทธการทำลายพืชผลและตัดเส้นทางเสบียงอาหารในสงครามเวียดนามด้วย Agent Blue

เป้าหมายทางยุทธวิธี: สงครามทำลายนาข้าว (Crop Destruction)

สารเคมีส่วนใหญ่ในสงครามเวียดนามมีเป้าหมายเพื่อการเปิดโปงป่าทึบ (Defoliation) แต่ภารกิจหลักของ Agent Blue คือการทำลายพืชผลการเกษตรเพื่อตัดเสบียงข้าศึก

  • ทำลายพืชตระกูลหญ้าและนาข้าว
    สารกลุ่ม 2,4-D หรือ 2,4,5-T ทำลายได้ดีเฉพาะพืชใบกว้าง (Broadleaf plants) ในป่า แต่แทบทำอะไรต้นข้าวหรือพืชตระกูลหญ้าไม่ได้ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องใช้สารเคมีสูตรเฉพาะทาง
  • ยุทธการตัดเสบียงอาหารของเวียดกง
    ข้าวคือเส้นเลือดใหญ่ของกองกำลังเวียดกง (NLF) จึงมีการนำ Agent Blue มาฉีดพ่นเหนือทุ่งนา หุบเขา และพื้นที่เกษตรกรรมในเขตยึดครอง เพื่อทำลายผลผลิตข้าวให้ยืนต้นตายก่อนฤดูเก็บเกี่ยว บีบให้ข้าศึกขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างรุนแรง
  • ปริมาณการใช้งานมหาศาล
    ตลอดปฏิบัติการ มีการใช้ Agent Blue ไปมากกว่า 8 ล้านลิตร คิดเป็นราว 10–13% ของสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้งหมดในสงครามเวียดนาม

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


โครงสร้างทางเคมี: อาวุธจากสารหนูอินทรีย์

Agent Blue ไม่ได้มีส่วนผสมของสาร 2,4-D หรือ 2,4,5-T เลยแม้แต่น้อย จึง ไม่มีสารปนเปื้อนไดออกซิน (TCDD) แต่องค์ประกอบทางเคมีของมันคือ กรดคาโคดิลิก (Cacodylic acid) และเกลือของมัน:

ส่วนประกอบออกฤทธิ์หลัก
Cacodylic acid (Dimethylarsinic acid – DMA) ประมาณ 4.7% และ Sodium cacodylate ประมาณ 26.4% ส่วนที่เหลือคือน้ำ สารลดแรงตึงผิว และสารคงสภาพ

สารประกอบสารหนูอินทรีย์เหล่านี้ออกฤทธิ์เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัสตาย (Contact herbicide) ด้วยการดึงน้ำออกจากเซลล์พืช ทำให้ใบและลำต้นแห้งกรอบ เหี่ยวเฉา และยืนต้นตายภายในเวลาเพียง 24 ถึง 48 ชั่วโมง ซึ่งรวดเร็วกว่าสารฝนเหลืองที่ต้องใช้เวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์


ผลกระทบทางพิษวิทยา: ภัยเงียบจากสารหนูตกค้างในดินและน้ำ

แม้จะไม่มีสารไดออกซิน แต่การโปรยสารหนูลงสู่แหล่งเพาะปลูกในปริมาณมหาศาลก็สร้างหายนะระยะยาวไม่แพ้กัน

มิติการปนเปื้อนกลไกการเปลี่ยนรูปผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
การเปลี่ยนรูปในธรรมชาติจุลินทรีย์ในดินและโคลนนาข้าวที่ไร้ออกซิเจนเปลี่ยนสารหนูอินทรีย์ให้กลายเป็นสารหนูอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic)สารหนูอนินทรีย์มีความเป็นพิษสูงกว่าเดิมหลายเท่า ตกค้างในดิน โคลน และน้ำบาดาลได้ยาวนานหลายสิบปี
พิษเฉียบพลันสัมผัสละอองสารเคมีโดยตรงจากการฉีดพ่นระคายเคืองตาอย่างรุนแรง ทางเดินหายใจอักเสบ ผิวหนังไหม้ และระบบทางเดินอาหารแปรปรวน
พิษเรื้อรังและสารก่อมะเร็งสารหนูจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (Group 1 Carcinogen) ตามการจัดกลุ่มของ IARCเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง โรคหลอดเลือดส่วนปลายผิดปกติ (Blackfoot disease) ตลอดจนความเสียหายต่อตับและไต

ข้อถกเถียงเรื่องมนุษยธรรมและการยุติการใช้งาน

การใช้ Agent Blue เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงยิ่งกว่าการใช้ Agent Orange ในแง่ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

  • การพุ่งเป้าไปที่ปากท้องของพลเรือน
    การทำลายพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะทหารฝ่ายตรงข้าม แต่ทำให้ประชาชน ชาวบ้าน ผู้หญิง และเด็กในชนบทต้องเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการและความอดอยากอย่างแสนสาหัส
  • แรงกดดันจากประชาคมวิทยาศาสตร์
    ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สมาคมวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) และนักพฤกษศาสตร์จำนวนมากได้รณรงค์คัดค้าน โดยชี้ว่าเป็นการใช้อาวุธเคมีทำลายล้างแหล่งอาหารที่ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จึงสั่งยุติโครงการทำลายพืชผลทางการเกษตรทั้งหมด

Agent Blue จึงเปรียบเสมือนอีกด้านหนึ่งของสงครามเคมีในเวียดนาม มันไม่ได้มุ่งเปิดหลังคาป่า แต่พุ่งเป้าไปที่ “จานข้าว” ของมนุษย์ และทิ้งสารหนูสะสมไว้ในผืนดินอันเป็นมรดกตกค้างที่เกษตรกรรุ่นหลังยังคงต้องแบกรับมาจนถึงปัจจุบัน


Exit mobile version