ในสังคมไทยสมัยก่อน เกี๊ยะ เคยเป็นรองเท้าที่ได้รับความนิยมและใช้งานกันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 จนถึงช่วงทศวรรษ 2510–2520 ก่อนจะค่อยๆ หายไปเมื่อรองเท้าฟองน้ำและรองเท้าแตะยางเข้ามาแทนที่
บริบทการใช้งานและประวัติศาสตร์ของเกี๊ยะในไทยมีจุดเด่นสำคัญดังนี้:
ที่มาและชื่อเรียก
- คำว่า “เกี๊ยะ” ยืมมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า บั๊กเกี๊ยะ (木屐 – bak-kia) ซึ่งหมายถึงรองเท้าไม้
- แพร่หลายเข้ามาพร้อมกับกระแสชาวจีนอพยพโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกราก ค้าขาย และใช้แรงงานในสยาม โดยเฉพาะในย่านการค้าอย่างเยาวราช สำเพ็ง ตลาดน้อย เจริญกรุง รวมถึงเมืองท่าและชุมชนริมน้ำต่างๆ
ลักษณะของเกี๊ยะในไทย
แตกต่างจากเกี๊ยะญี่ปุ่น (เกตะ) ที่มักมี “ฟัน” ยกสูงเป็นซี่ๆ เกี๊ยะที่นิยมใช้ในไทยจะมีลักษณะเฉพาะตัว:
- พื้นไม้เรียบหรือส้นเตารีด
แกะจากไม้แผ่นเดียว ทรงแบนราบไปกับพื้น หรือยกส้นเท้าให้หนากว่าปลายเท้าเล็กน้อย ไม้ที่ใช้มักเป็นไม้เนื้อเบาแต่เหนียว เช่น ไม้ทองหลาง ไม้งิ้ว หรือไม้กระท้อน เพื่อไม่ให้หนักเท้าเกินไป - สายคาดหน้ารองเท้า
- ส่วนใหญ่มักเป็น แบบสวมคาดหน้าเท้า (Mule/Slide) มากกว่าแบบคีบโป้ง
- สายคาดทำจากวัสดุหาง่าย เช่น หนังเทียม ยางในรถจักรยาน/มอเตอร์ไซค์ หรือแผ่นพลาสติกใส/สีสันสดใส ตอกยึดขอบข้างไม้ด้วยตะปูหัวร่มหรือหมุดทองเหลือง
- ลวดลายตกแต่ง
สำหรับผู้หญิง ตัวพื้นไม้มักทาสีแดงสด สีดำ หรือวาดลวดลายดอกไม้ปลาคาร์ป ส่วนของบุรุษมักเป็นไม้ขัดเรียบเปลือยเนื้อไม้หรือทาสีเข้มเรียบๆ
พื้นที่และบริบทการใช้งานจริง
เกี๊ยะในไทยไม่ได้ใส่เพื่อความสวยงามเป็นหลัก แต่เน้น ฟังก์ชันสู้เปียก-สู้น้ำ ในสภาพแวดล้อมร้อนชื้น
- ตลาดสดและเขียงหมู/แผงปลา
เป็นภาพจำที่ชัดเจนที่สุด พ่อค้าแม่ค้าและคนจ่ายตลาดสวมเกี๊ยะเพื่อยกเท้าให้พ้นจากน้ำคาวปลา น้ำล้างหมู และพื้นที่เฉอะแฉะ - ห้องน้ำและหลังบ้าน
ในยุคที่ห้องน้ำยังเป็นพื้นปูนเปียกชื้น มีตะไคร่น้ำ หรือส้วมซึม เกี๊ยะถูกใช้วางไว้หน้าห้องน้ำสำหรับเปลี่ยนใส่เข้าไป เพื่อไม่ให้เท้าเปียกน้ำสกปรก - โรงสีข้าวและท่าเรือ
กรรมกรหรือกุลีจีนนิยมใส่เพราะทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อโดนน้ำ และล้างทำความสะอาดโคลนออกได้ง่ายเพียงแค่เอาน้ำราด - ใส่เดินเล่นตามตรอกซอกซอย
เยาวราชยุคก่อนจะได้ยินเสียงเดิน “ก๊ก-แก๊ก” กระทบพื้นทางเดินปูนและถนนหินตลอดทั้งวัน
การเสื่อมความนิยม
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมพลาสติกและยางพาราแปรรูปในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว รองเท้าแตะฟองน้ำ (เช่น ตราช้างดาว) ได้รับความนิยมขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
- น้ำหนักเบากว่ามากและยืดหยุ่นตามรูปเท้า
- เดินเงียบ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนเหมือนไม้กระทบพื้น
- ไม่ลื่นไถลบนพื้นกระเบื้องเรียบสมัยใหม่ (เกี๊ยะไม้เมื่อพื้นสึกจะลื่นมากบนพื้นขัดมัน)
- ราคาถูกและหาซื้อง่ายกว่า
ปัจจุบัน เกี๊ยะไม้ในไทยจึงแทบไม่เหลือการใช้งานจริงตามบ้านเรือน คงเหลือเพียงในร้านขายของชำโบราณแถบเยาวราช สินค้าที่ระลึกย้อนยุค หรือใช้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีจีนบางงานเท่านั้น