PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Database วิทยุกู้ภัย CSEL (AN/PRQ-7) และคณิตศาสตร์สัญญาณ LPI/LPD ด้วย DSSS

วิทยุกู้ภัย CSEL (AN/PRQ-7) และคณิตศาสตร์สัญญาณ LPI/LPD ด้วย DSSS

ในปฏิบัติการรบทางอากาศ การที่นักบินถูกยิงตกหลังแนวข้าศึกคือสถานการณ์วิกฤตสูงสุด ในอดีตการกดสวิตช์ส่งสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือ เปรียบเสมือนการจุดพลุไฟบอกตำแหน่งตัวเองให้สถานีดักฟังของข้าศึกตรวจจับทิศทาง (Direction Finding) ได้ทันที แต่การมาถึงของวิทยุกู้ภัย CSEL (AN/PRQ-7) ได้เปลี่ยนเกมด้วยการนำคณิตศาสตร์การประมวลผลสัญญาณขั้นสูงมาซ่อนคลื่นวิทยุให้ล่องหนอย่างแนบเนียน

csel-radio วิทยุกู้ภัย CSEL (AN/PRQ-7) และคณิตศาสตร์สัญญาณ LPI/LPD ด้วย DSSS
วิทยุสื่อสารและระบุตำแหน่งผู้รอดชีวิตในสนามรบ CSEL (AN/PRQ-7) สำหรับนักบินรบ

วิทยุกู้ภัย CSEL (AN/PRQ-7) คืออะไร?

CSEL (Combat Survivor Evader Locator) หรือรหัสประจำการ AN/PRQ-7 ถูกพัฒนาขึ้นโดยกองทัพสหรัฐฯ เพื่อทดแทนวิทยุกู้ภัยรุ่นเก่า (เช่น AN/PRC-90) โดยรวม 3 ฟังก์ชันสำคัญไว้ในเครื่องพกพาชิ้นเดียว:

  • ระบบรับพิกัดดาวเทียม (GPS Receiver)
    ตัวเครื่องติดตั้งโมดูล GPS ทางทหารที่เข้ารหัส SAASM สามารถคำนวณพิกัด ละติจูด ลองจิจูด และระดับความสูงของนักบินได้อย่างแม่นยำ
  • ระบบส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมสื่อสาร (Over-the-Horizon SATCOM)
    ไม่จำกัดระยะทางเฉพาะแนวสายตา (Line-of-Sight) แต่สามารถยิงสัญญาณส่งข้อความสั้นและพิกัดขึ้นไปยังดาวเทียมสื่อสารวงโคจรต่ำและวงโคจรค้างฟ้า เพื่อแจ้งเตือนศูนย์บัญชาการร่วม (JSRC) ได้ทั่วโลก
  • โหมดสัญญาณล่องหน LPI/LPD
    ใช้เทคนิคการมอดูเลตคลื่นแบบพิเศษที่ทำให้ความน่าจะเป็นในการถูกดักฟัง (Low Probability of Intercept) และความน่าจะเป็นในการถูกตรวจพบ (Low Probability of Detection) ต่ำจนข้าศึกแยกไม่ออก

หลักการสัญญาณล่องหน: LPI และ LPD แตกต่างกันอย่างไร?

ในทางวิศวกรรมการสื่อสารทางทหาร ทั้งสองคุณสมบัติมีเป้าหมายเชิงยุทธวิธีที่เสริมซึ่งกันและกันเพื่อปกป้องตำแหน่งของนักบิน:

LPD คือ “การทำให้ข้าศึกไม่รู้ว่ามีสัญญาณส่งออกมา” ส่วน LPI คือ “หากข้าศึกรู้ว่ามีสัญญาณ ก็ยังไม่สามารถถอดรหัสหรือหาทิศทางของคลื่นได้”

เพื่อให้บรรลุทั้งสองเงื่อนไข CSEL จึงใช้การส่งคลื่นสั้นแบบกระพริบตา (Burst Transmission) ในระดับเสี้ยววินาที ร่วมกับการกระจายสเปกตรัมแถบกว้างแบบ Direct Sequence Spread Spectrum (DSSS)


สารคดีเจาะลึกระบบ CSEL: 911 สากลแห่งสมรภูมิ

วิดีโอด้านล่างนี้อธิบายหลักการทำงานและการใช้งานจริงของระบบ CSEL ในการช่วยชีวิตนักบินรบที่ตกอยู่หลังแนวข้าศึก

https://www.youtube.com/watch?v=IAD_b03bGiE


คณิตศาสตร์เบื้องหลัง DSSS: กฎของ Shannon-Hartley

หัวใจสำคัญของเทคนิค DSSS อ้างอิงจากทฤษฎีสารสนเทศของคล็อด แชนนอน (Shannon-Hartley Theorem) ซึ่งกำหนดความจุสูงสุดของช่องสัญญาณ (Channel Capacity: C):

C = B · log₂(1 + S/N)

เมื่อ B คือแบนด์วิดท์ของช่องสัญญาณ (Hz), S คือกำลังงานของสัญญาณ (Watts), และ N คือกำลังงานของสัญญาณรบกวน (Watts)

ในกรณีที่สัญญาณอ่อนมากเมื่อเทียบกับเสียงรบกวน (S/N << 1) จากการประมาณค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ว่า:

C ≈ 1.44 · (S / N₀)

(โดย N₀ คือ Noise Spectral Density หรือ N = N₀ · B)

นัยสำคัญทางวิศวกรรม: หากเราต้องการส่งข้อมูลด้วยความเร็ว C ที่คงที่ ในขณะที่ปรับอัตราส่วน S/N ให้ต่ำมากๆ จนสัญญาณจมหายไปใต้สัญญาณรบกวนพื้นหลัง (Thermal Noise Floor) เราจำเป็นต้อง ขยายแบนด์วิดท์ B ให้กว้างขึ้นเป็นสัดส่วนผกผัน


Power Spectral Density (PSD) และการล่องหนใต้ Noise Floor

ในการส่งสัญญาณวิทยุทั่วไป พลังงานจะกระจุกตัวอยู่ในแถบความถี่แคบ ทำให้ยอดคลื่น (PSD Peak) ชูชันขึ้นมาเหนือระดับสัญญาณรบกวนธรรมชาติ ข้าศึกจึงสามารถใช้เครื่องตรวจจับกำลังงาน (Energy Detector / Radiometer) สแกนพบได้ง่าย

แต่เมื่อทำ DSSS สัญญาณข้อมูลดิบ d(t) จะถูกนำมาคูณกับลำดับรหัสสุ่มเทียม c(t) ที่มีความเร็วของชิปสูงกว่ามาก (Chip Rate: R_c >> Data Rate: R_b):

ขั้นตอนสัญญาณ แบนด์วิดท์ของสัญญาณ ระดับพีคความหนาแน่นกำลัง (PSD Peak)
ก่อนทำ Spreading B_data ≈ 1 / T_b (แคบ) S(0) = P · T_b (พีคสูงเด่น ตรวจจับง่าย)
หลังทำ DSSS Spreading B_ss ≈ 1 / T_c (กว้างมาก) S_ss(0) = P · T_c (แบนราบ จมอยู่ใต้ Noise Floor)

เมื่อยอดคลื่นถูกเกลี่ยจนแบนราบ เครื่องดักฟังของข้าศึกที่ไม่มีรหัสถอดจะมองเห็นคลื่นของ CSEL เป็นเพียงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมชาติหรือเสียงซ่าของบรรยากาศเท่านั้น ส่งผลให้ได้คุณสมบัติ LPD อย่างสมบูรณ์แบบ


Processing Gain (PG): อัตราขยายการกู้สัญญาณของฝ่ายเรา

คำถามสำคัญคือ “เมื่อสัญญาณจมอยู่ใต้เสียงรบกวน แล้วเครื่องรับของฝ่ายเรากู้สัญญาณกลับมาได้อย่างไร?”

คำตอบอยู่ที่ Processing Gain (PG) ที่สถานีรับดาวเทียมของฝ่ายเรา ซึ่งครอบครองรหัสสุ่มเทียม c(t) เดียวกันกับตัวส่ง:

  • การรวมสัญญาณ (Despreading)
    เครื่องรับจะนำสัญญาณเข้ามารวมกับรหัส c(t) ซ้ำอีกครั้ง จากคุณสมบัติทางพีชคณิต c(t) · c(t) = 1 สัญญาณข้อมูลดิบจะถูกบีบกลับจากแถบกว้างให้กลายเป็นแถบแคบตามเดิม
  • การกระจายเสียงรบกวน
    ในขณะเดียวกัน สัญญาณรบกวนภายนอกและคลื่นรบกวนของศัตรู (Jamming) ที่ไม่ตรงกับรหัส จะถูกรหัส c(t) สเปรดให้แผ่กว้างออกไปแทน
  • อัตราขยายการประมวลผล
    ส่งผลให้อัตราส่วน SNR หลัง Despreading สูงขึ้นเท่ากับค่า PG:
    PG = B_ss / B_data = T_b / T_c (หรือ PG_dB = 10 · log₁₀(T_b / T_c))

ด้วยกลไกทางคณิตศาสตร์นี้ วิทยุ CSEL จึงสามารถนำส่งพิกัด GPS ของนักบินที่รอดชีวิต ทะลวงผ่านระบบดักฟังและระบบก่อกวนสัญญาณของข้าศึก ขึ้นสู่วงโคจรดาวเทียมได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำ


Exit mobile version