PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology ประวัติศาสตร์การต่อต้านวัคซีน: บทเรียนราคาแพงจากกรณี Andrew Wakefield และงานวิจัยปี 1998

ประวัติศาสตร์การต่อต้านวัคซีน: บทเรียนราคาแพงจากกรณี Andrew Wakefield และงานวิจัยปี 1998

ความกังขาและการต่อต้านวัคซีนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 21 แต่มีประวัติศาสตร์คู่ขนานมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษตัวแรก ในยุคนั้นการนำเชื้อฝีดาษวัวมาปลูกในมนุษย์สร้างความตื่นตระหนกทางศีลธรรม มีภาพล้อเลียนว่าคนที่ฉีดวัคซีนจะงอกเขาหรือกลายร่างเป็นวัว ต่อมาเมื่อรัฐบาลอังกฤษออกกฎหมายบังคับฉีดวัคซีนในปี 1853 (Vaccination Act) ขบวนการ Anti-Vaccination League จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนด้วยประเด็นเสรีภาพเหนือร่างกายและการแทรกแซงอำนาจรัฐ

อย่างไรก็ดี ไม่มีเหตุการณ์ใดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่สร้างคลื่นความเสียหายต่อสาธารณสุขโลกได้ลึกซึ้งและยาวนานเท่ากรณีของ แอนดรูว์ เวกฟิลด์ (Andrew Wakefield) ในปี 1998


จุดชนวน: งานวิจัยในวารสาร The Lancet (1998)

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 แอนดรูว์ เวกฟิลด์ อดีตศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ และคณะผู้วิจัยรวม 13 คน ได้ตีพิมพ์รายงานการศึกษากรณีศึกษาในวารสารการแพทย์ชั้นนำ The Lancet โดยอ้างอิงจากการศึกษาในเด็กเพียง 12 คน

  • ข้ออ้างในรายงาน
    งานวิจัยระบุว่าพบอาการทางเดินอาหารร่วมกับภาวะถดถอยของพัฒนาการทางระบบประสาท (ภาวะออทิซึม) ในเด็กกลุ่มนี้ โดยผู้ปกครองระบุว่าอาการเริ่มปรากฏหลังได้รับ วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ไม่นาน
  • การแถลงข่าวจุดไฟตื่นตระหนก
    แม้ในตัวบทความวิจัยจะยอมรับว่า “ยังไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้” แต่ในการแถลงข่าว เวกฟิลด์กลับเสนอแนะอย่างชัดเจนให้ระงับการใช้วัคซีนรวม MMR และให้แยกฉีดทีละโรคแทน สื่อมวลชนหยิบยกประเด็นนี้ไปพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดความตระหนกตกใจอย่างรุนแรงในหมู่ผู้ปกครองทั่วสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

การสืบสวนและการเปิดโปงเบื้องหลัง

ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้สถาบันการแพทย์ทั่วโลกทำการทดลองและศึกษาข้อมูลประชากรขนาดใหญ่ซ้ำหลายล้านคน แต่ไม่มีงานวิจัยใดเลยที่สามารถทำซ้ำผลลัพธ์ของเวกฟิลด์ได้ จนกระทั่ง ไบรอัน เดียร์ (Brian Deer) นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนจากหนังสือพิมพ์ The Sunday Times เริ่มขุดคุ้ยที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ และเปิดโปงความจริงที่น่าตกใจ

  1. การบิดเบือนข้อมูลผู้ป่วย
    ผลบันทึกเวชระเบียนทางการแพทย์ขัดแย้งกับสิ่งที่รายงานในบทความ โดยเด็กบางคนมีอาการพัฒนาการล่าช้าก่อนรับวัคซีน หรือไม่ได้ตรวจพบอาการอักเสบในลำไส้จริงตามที่อ้าง
  2. การขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest)
    เวกฟิลด์ได้รับเงินทุนสนับสนุนกว่า 400,000 ปอนด์จากทนายความที่กำลังเตรียมยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีน MMR
  3. ผลประโยชน์ทางการค้าส่วนบุคคล
    เวกฟิลด์ได้ยื่นจดสิทธิบัตรระบบวัคซีนหัดแบบเดี่ยวและชุดตรวจการวินิจฉัยของตนเองล่วงหน้าไม่กี่เดือนก่อนการตีพิมพ์ ซึ่งจะสร้างผลกำไรมหาศาลหากวัคซีน MMR รวมเดิมถูกสั่งระงับ
  4. การละเมิดจริยธรรมการทดลองในมนุษย์
    การเก็บตัวอย่างเลือดและการส่องกล้องตรวจลำไส้ในเด็กกลุ่มตัวอย่างทำขึ้นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรฐานทางจริยธรรม และไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ทางการรักษาของตัวเด็ก

บทสรุปทางกฎหมายและผลกระทบต่อเนื่อง


มรดกแห่งความเสียหายต่อสาธารณสุขโลก

แม้บทความจะถูกเพิกถอนและตัวเวกฟิลด์ถูกตัดสิทธิ์ทางการแพทย์ แต่ความเสียหายกลับไม่สามารถย้อนคืนได้

  • อัตราการฉีดวัคซีนลดฮวบ
    ในสหราชอาณาจักร อัตราความครอบคลุมของวัคซีน MMR ลดลงจากกว่า 90% เหลือราว 79–80% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000
  • การระบาดซ้ำของโรคหัด
    โรคหัดที่เคยถูกกำจัดจนแทบหมดไปกลับมาแพร่ระบาดระลอกใหญ่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่งผลให้มีเด็กเจ็บป่วยหนัก พิการ และเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้
  • การข้ามไปสู่ยุคดิจิทัล
    เวกฟิลด์ย้ายไปดำเนินกิจกรรมต่อในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของผู้สนับสนุนขบวนการต่อต้านวัคซีน ยุทธวิธีนำเสนอข้อมูลเชิงความรู้สึกและความหวาดระแวงต่อสถาบันวิทยาศาสตร์ถูกนำมาต่อยอดจนกลายเป็นแกนหลักของกระแส Vaccine Hesitancy บนอินเทอร์เน็ตจนถึงปัจจุบัน

Exit mobile version