PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ภารกิจอวกาศ: ยานไวกิ้ง, ระบบเรดาร์ TDLR และคนไทยในโครงการสำรวจอวกาศระดับโลก

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ภารกิจอวกาศ: ยานไวกิ้ง, ระบบเรดาร์ TDLR และคนไทยในโครงการสำรวจอวกาศระดับโลก

ในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ มีเรื่องเล่าและข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันมายาวนานเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของบุคคลสัญชาติไทยในภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์และดาวอังคาร โดยเฉพาะกรณีของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา กับระบบลงจอดของยานไวกิ้ง (Viking Lander) เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วิศวกรรมอวกาศอย่างถูกต้อง การสืบค้นเอกสารบันทึกสิทธิบัตรและรายงานทางการของ NASA จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “มายาคติ” กับ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

photo-1614728894747-a83421e2b9c9?w=1200 ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ภารกิจอวกาศ: ยานไวกิ้ง, ระบบเรดาร์ TDLR และคนไทยในโครงการสำรวจอวกาศระดับโลก
ยานสำรวจ Viking Lander ยานอวกาศลำแรกของมนุษยชาติที่ลงจอดและส่งภาพถ่ายจากดาวอังคารสำเร็จ

มายาคติเรื่องการทำระบบลงดวงจันทร์ครั้งแรกของโลก

ข้อมูลที่มักถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้งในสังคมไทยคือการระบุว่า คนไทยเป็นผู้ออกแบบระบบลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกของโลก ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

  • ยานลำแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์แบบนุ่มนวล (Soft Landing)
    คือยาน Luna 9 ของสหภาพโซเวียต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1966 โดยใช้ระบบถุงลมนิรภัยและการเบรกด้วยเครื่องยนต์จรวด KTDU-5A
  • ภารกิจมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก (Apollo 11)
    ยานลงจอด Lunar Module (LM) พัฒนาโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน Grumman Aerospace ภายใต้การควบคุมของ NASA โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนักวิทยาศาสตร์ไทย

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


ถอดรหัสระบบเรดาร์ยานไวกิ้ง (Viking TDLR)

เรื่องราวที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มักนำมาบรรยายคือการเป็นผู้ออกแบบระบบไมโครเวฟหรือเซนเซอร์ลงจอดให้กับ ยานไวกิ้ง (Viking 1 และ Viking 2) ที่ลงจอดบนดาวอังคารในปี 1976

การตรวจสอบจากเอกสารทางการของ NASA (NASA SP-4212)
ในคลังเอกสารประวัติศาสตร์และรายงานสรุปโครงการ Viking Lander ระบบเรดาร์ตรวจจับพื้นผิวขั้นสุดท้าย (Terminal Descent and Landing Radar: TDLR) และเรดาร์วัดระยะ (Radar Altimeter) ถูกพัฒนาและผลิตโดยบริษัทคู่สัญญาหลักคือ Teledyne Ryan Aeronautical ณ เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

จากการสืบค้นในฐานข้อมูล NASA Technical Reports Server (NTRS) และสารบบสิทธิบัตรของสหรัฐฯ (USPTO) ในระบบเรดาร์ไมโครเวฟของยานไวกิ้ง ปรากฏรายชื่อทีมวิศวกรและผู้ถือสิทธิบัตรอย่างชัดเจน แต่ ไม่ปรากฏชื่อของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ในฐานะผู้ออกแบบหลัก หัวหน้าทีม หรือผู้ถือสิทธิบัตรระบบดังกล่าวแต่อย่างใด


มาตรฐานการบันทึกประวัติศาสตร์ของ NASA

สหรัฐอเมริกาและ NASA มีระเบียบการจัดเก็บและเชิดชูเกียรติบุคลากรที่เข้มงวด แม้จะเป็นชาวต่างชาติ หากมีบทบาททางวิศวกรรมสำคัญ จะต้องมีชื่อบันทึกไว้อย่างเป็นทางการเสมอ

กรณีศึกษา สัญชาติเดิม / ภูมิหลัง การบันทึกเกียรติประวัติใน NASA
แวร์นเนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun) เยอรมัน (อดีตศัตรูในสงคราม) บันทึกสิทธิบัตร แต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ Marshall Space Flight Center และยกย่องเป็นบิดาแห่งจรวด Saturn V อย่างเปิดเผย
เฉียน เสวียเซิน (Tsien Hsue-shen) จีน บันทึกชื่อเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) และเขียนตำราจรวดขับดันเล่มสำคัญของสหรัฐฯ
ดร. สวาตี โมฮาน (Dr. Swati Mohan) อินเดีย-อเมริกัน หัวหน้าทีมควบคุมระบบนำทางและการลงจอด (GN&C Lead) ของยาน Perseverance บนดาวอังคาร ปรากฏชื่อในเอกสารสิทธิบัตร TRN อย่างเป็นทางการ

บทบาทจริงของคนไทยในโครงการอวกาศระดับสากล

แม้เรื่องเล่าของ ดร.อาจอง จะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ แต่ในความเป็นจริงมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยที่มีชื่อปรากฏในเอกสารและระบบของ NASA ตลอดจนภารกิจอวกาศสากลอย่างแท้จริง

  • ดร.เชาวน์ ปิยมิตรธรรม (Dr. Chaun P. Choo)
    วิศวกรอาวุโสแห่ง NASA Jet Propulsion Laboratory (JPL) มีชื่อในเอกสารวิจัยระบบประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) และอัลกอริทึมติดตามดาวเทียมในเครือข่ายอวกาศห้วงลึก Deep Space Network (DSN)
  • อุปกรณ์ไทยบนยานสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-7
    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และมหาวิทยาลัยของไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การอวกาศจีน ให้นำอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศและรังสีคอสมิกฝีมือคนไทย ติดตั้งไปกับยานสำรวจเพื่อลงจอดสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์
  • โครงการดาวเทียมสู่วงโคจรดวงจันทร์ TSC-2
    ภาคีเครือข่ายอวกาศไทย (Thai Space Consortium) นำโดย GISTDA และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กำลังออกแบบและพัฒนาดาวเทียมวิจัยเพื่อเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ด้วยฝีมือคนไทย

การมองประวัติศาสตร์อวกาศตามข้อเท็จจริง ไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์สากล แต่ยังทำให้เรามองเห็นคุณค่าและความพยายามที่แท้จริงของนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในเวทีโลกวันนี้


Exit mobile version