PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology กำเนิด “แก้วโบโรซิลิเกต” (Borosilicate): พลิกประวัติศาสตร์จากตะเกียงรถไฟ สู่ตำนาน Pyrex และห้องทดลองทั่วโลก

กำเนิด “แก้วโบโรซิลิเกต” (Borosilicate): พลิกประวัติศาสตร์จากตะเกียงรถไฟ สู่ตำนาน Pyrex และห้องทดลองทั่วโลก

ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับบีกเกอร์แก้วในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ กาดริปกาแฟใสแจ๋ว หรือถาดแก้วอบขนมที่ทนความร้อนสูงได้สบาย ๆ ทว่าย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 “แก้ว” คือหนึ่งในวัสดุที่เปราะบางและไวต่ออุณหภูมิที่สุด การเทน้ำร้อนลงในแก้วธรรมดาอาจจบลงด้วยเสียงแตกและน้ำลวกมือ การถือกำเนิดของ “แก้วโบโรซิลิเกต” (Borosilicate Glass) จึงไม่ได้เป็นเพียงงานฝีมือช่างแก้วทั่วไป แต่คือหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์วัสดุศาสตร์ที่เปลี่ยนโลกอุตสาหกรรม การแพทย์ และวิถีชีวิตในครัวเรือนไปตลอดกาล


จุดเริ่มต้นที่เมืองเยนา: ชายผู้ปฏิวัติสูตรเคมีของแก้ว

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่เมืองเยนา (Jena) ประเทศเยอรมนี ในช่วงทศวรรษ 1880 ยุคที่เยอรมนีกำลังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านฟิสิกส์เชิงแสงและเคมี นักเคมีและนักเทคโนโลยีแก้วชื่อ อ็อตโต ช็อตต์ (Otto Schott) สังเกตเห็นข้อจำกัดร้ายแรงของ “แก้วโซดาไลม์” (Soda-Lime Glass) ซึ่งเป็นแก้วมาตรฐานที่มนุษย์ใช้มานับพันปี แก้วชนิดนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเจอความร้อน ทำให้เกิดแรงเค้นภายในและแตกร้าวในทันที

ช็อตต์เริ่มทดลองผสมสารเคมีชนิดต่าง ๆ ลงในเนื้อทรายซิลิกา จนกระทั่งเขาค้นพบว่า การเติม โบรอนไตรออกไซด์ (Boron Trioxide: $\text{B}_2\text{O}_3$) ลงไปในสัดส่วนที่เหมาะสม จะเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของแก้วไปอย่างสิ้นเชิง พันธะเคมีใหม่นี้ทำให้แก้วมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวจากความร้อนต่ำมาก (Low Coefficient of Thermal Expansion)

ในปี ค.ศ. 1887 ช็อตต์ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์แก้วโบโรซิลิเกตขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี ค.ศ. 1893 ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า “Jenaer Glas” (Jena Glass) ในช่วงแรก ผลงานของเขาถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ทางแสง เครื่องวัดอุณหภูมิปรอทความแม่นยำสูง และหลอดไฟตะเกียงแก๊สที่ต้องเจอกับเปลวไฟตลอดเวลา


จากโคมไฟรถไฟ สู่การกำเนิดแบรนด์ในตำนาน “Pyrex”

ในขณะที่เยอรมนีกำลังครองตลาดแก้วทนความร้อนในยุโรป ปัญหาเรื่องความร้อนกับแก้วก็กลายเป็นวิกฤติต่อระบบขนส่งในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รถไฟเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอเมริกา ตะเกียงสัญญาณรถไฟ (Lanterns) ใช้ครอบแก้วธรรมดาที่ร้อนจัดจากเปลวไฟด้านใน เมื่อรถไฟวิ่งฝ่าพายุฝนหรือหิมะที่เย็นเฉียบ ละอองน้ำเย็นจัดจะปะทะกับครอบแก้วร้อน ๆ ส่งผลให้กระจกแตกกระจายทันที เปลวไฟสัญญาณดับลง และนำไปสู่อุบัติเหตุรถไฟชนกันบ่อยครั้ง

บริษัท Corning Glass Works ในรัฐนิวยอร์ก นำโดยนักฟิสิกส์ชื่อ ยูจีน ซัลลิแวน (Eugene Sullivan) จึงเร่งหาวิธีแก้ปัญหานี้ ในปี ค.ศ. 1908 บริษัทได้คิดค้นแก้วโบโรซิลิเกตสูตรเฉพาะของตนเองขึ้นมาชื่อว่า “Non-Ex” (Non-Expansion) เพื่อผลิตเป็นโคมสัญญาณรถไฟที่ไม่แตกแม้จะโดนหิมะสาดใส่ขณะร้อนจัด ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุทางรถไฟลงได้อย่างมหาศาล


เค้กฟองน้ำชิ้นประวัติศาสตร์: การก้าวเข้าสู่ห้องครัว

จุดเปลี่ยนที่ทำให้แก้วโบโรซิลิเกตกลายมาเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตของครอบครัวหนึ่งในบริษัท Corning

ในปี ค.ศ. 1913 เจสซี ลิตเทิลตัน (Jesse Littleton) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของ Corning กำลังสนทนากับภรรยาของเขา เบสซี ลิตเทิลตัน (Bessie Littleton) เกี่ยวกับความทนทานของแก้ว Non-Ex เบสซีซึ่งเป็นแม่บ้านที่เบื่อหน่ายกับถาดอบขนมแบบดินเผาที่แตกง่ายและถาดโลหะที่กักเก็บความร้อนไม่สม่ำเสมอ จึงขอให้สามีตัดส่วนก้นของโถแบตเตอรี่แก้ว Non-Ex กลับมาให้เธอลองใช้ทำอาหาร

เบสซีนำภาชนะแก้วชิ้นนั้นไปใช้อบ เค้กฟองน้ำ (Sponge Cake) ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก

  • เค้กสุกสม่ำเสมอทั่วกันทั้งชิ้น ไม่ไหม้เกรียมตรงขอบ
  • ถาดแก้วไม่แตกร้าวจากความร้อนของเตาอบ
  • ล้างทำความสะอาดคราบขนมออกได้ง่ายกว่าถาดโลหะ และไม่ติดกลิ่นตกค้าง

ความสำเร็จของเค้กชิ้นนั้นทำให้ผู้บริหารของ Corning ตัดสินใจปรับสูตรแก้วเพื่อความปลอดภัยทางอาหาร โดยตัดสารตะกั่วออก และเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องครัวแก้วทนความร้อนในปี ค.ศ. 1915 ภายใต้ชื่อแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “Pyrex” (ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Pie เพราะภาชนะรุ่นแรกสร้างขึ้นมาเพื่ออบพายนั่นเอง)


วีรบุรุษเบื้องหลังสงครามและวิทยาศาสตร์การแพทย์

บทบาทของแก้วโบโรซิลิเกตไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องครัว แต่ยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของประวัติศาสตร์โลก

  1. ยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
    เมื่อการนำเข้าเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์จากเยอรมนีถูกตัดขาด Corning จึงพัฒนาแก้วโบโรซิลิเกตเพื่อผลิตเป็นเครื่องแก้วในห้องทดลอง หลอดทดลอง และบีกเกอร์ ส่งให้ห้องแล็บทางการแพทย์และการทหารทั่วสหรัฐฯ ทำให้การวิจัยดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
  2. การปฏิวัติวัคซีนโปลิโอ
    ในทศวรรษ 1950 ดร. โจนาส ซอล์ก (Jonas Salk) ใช้ขวดแก้วโบโรซิลิเกตทรงพิเศษของ Corning เป็นภาชนะเพาะเลี้ยงเซลล์เพื่อผลิต วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ขนานใหญ่ได้สำเร็จ เนื่องจากแก้วชนิดนี้มีความเป็นกลางทางเคมีสูง ไม่ปล่อยสารใด ๆ ออกมาทำปฏิกิริยากับเชื้อไวรัส และทนต่อการนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  3. กระจกกล้องโทรทรรศน์อวกาศ
    ในปี ค.ศ. 1934 Corning ใช้แก้วโบโรซิลิเกตหล่อเป็นกระจกสะท้อนแสงขนาดมหึมาเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 นิ้ว สำหรับหอดูดาวพาโลมาร์ (Palomar Observatory) ซึ่งกลายเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น เพราะเนื้อแก้วจะไม่บิดเบี้ยวตามอุณหภูมิที่ผันผวนของท้องฟ้ายามค่ำคืน

มรดกทางวัสดุศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

จากห้องแล็บเล็ก ๆ ของ อ็อตโต ช็อตต์ ในเยอรมนี สู่เตาอบขนมของ เบสซี ลิตเทิลตัน ในอเมริกา แก้วโบโรซิลิเกตได้เดินทางผ่านกาลเวลากว่า 140 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่บางครั้งเริ่มต้นจากการพยายามแก้ปัญหาธรรมดา ๆ อย่างการป้องกันไม่ให้โคมไฟหรือแก้วน้ำแตกร้าว


แม้ในยุคหลัง แบรนด์เครื่องครัวหลายแห่งในสหรัฐฯ จะหันไปใช้กระจกเทมเปอร์ (Tempered Soda-Lime Glass) เพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่สำหรับห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมยา อุปกรณ์กาแฟระดับพรีเมียม และภาชนะทนความร้อนสูง แก้วโบโรซิลิเกต ยังคงครองบัลลังก์มาตรฐานทองคำแห่งความทนทานและความปลอดภัยที่ยากจะหาวัสดุใดมาแทนที่ได้จนถึงปัจจุบัน


Exit mobile version