การสืบสวนโรคภาคสนามของหน่วย EIS (Epidemic Intelligence Service) จาก CDC มีลักษณะไม่ต่างจากงานสืบสวนคดีฆาตกรรม แต่เปลี่ยนจากการตามล่าอาชญากรมาเป็นการไล่ล่าจุลชีพปริศนา 2 กรณีศึกษาประวัติศาสตร์ต่อไปนี้คือหลักหมุดสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการระบาดวิทยาไปตลอดกาล
ปริศนามรณะที่โรงแรมเบลล์วิว: กำเนิด “โรคลิเจียนแนร์” (1976)
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1976 สมาชิกสมาคมทหารผ่านศึกอเมริกันลีเจียน (American Legion) หลายพันคนเดินทางมาร่วมประชุมใหญ่ประจำปี ณ โรงแรม Bellevue-Stratford ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย
เพียงไม่กี่วันหลังงานสิ้นสุด ทหารผ่านศึกหลายสิบนายเริ่มมีไข้สูง หนาวสั่น เจ็บหน้าอก และปอดบวมอย่างรุนแรง ภายในเวลาอันสั้น มีผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 221 ราย และเสียชีวิต 34 ราย
การแกะรอยของ CDC
ในขณะนั้น สหรัฐฯ กำลังกังวลเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์หมู (Swine Flu) เจ้าหน้าที่ EIS และนักวิทยาศาสตร์ของ CDC กว่า 20 คนจึงถูกส่งลงพื้นที่ทันที
- ตัดประเด็นสารพิษและไวรัส
การตรวจสารพิษ โลหะหนัก และไวรัสไข้หวัดใหญ่ให้ผลเป็นลบทั้งหมด - วิเคราะห์แผนผังผู้ป่วย (Spatial Analysis)
ทีมงานพบเงื่อนงำสำคัญว่า ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนั่งคุยกันหรือรับประทานอาหารร่วมกัน เพียงแค่เดินผ่านล็อบบี้หรือยืนอยู่หน้าโรงแรมก็ติดเชื้อได้ บ่งชี้ว่าเชื้อแพร่กระจายผ่าน อากาศ (Airborne Transmission) - จุดกำเนิดเชื้อ
การตรวจสอบระบบปรับอากาศส่วนกลางพบว่า เชื้อแฝงตัวอยู่ใน หอหล่อเย็น (Cooling Tower) ของโรงแรม ซึ่งมีน้ำขังอุ่นพอเหมาะ เชื้อถูกพ่นกระจายออกมาเป็นละอองฝอย (Aerosol) ตามท่อส่งลมสู่พื้นที่ส่วนกลาง
ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1977 ดร. โจเซฟ แมคเดด (Joseph McDade) นักจุลชีววิทยาของ CDC ประสบความสำเร็จในการเพาะแยกแบคทีเรียชนิดใหม่จากเนื้อเยื่อปอดของผู้เสียชีวิตได้สำเร็จ โดยตั้งชื่อว่า Legionella pneumophila เพื่อเป็นเกียรติแก่กลุ่มทหารผ่านศึก
เหตุการณ์นี้นำไปสู่การวางมาตรฐานวิศวกรรมอาคารใหม่ทั่วโลก ทั้งการล้างทำความสะอาดหอหล่อเย็น การควบคุมอุณหภูมิน้ำในหม้อต้ม และการเติมคลอรีนในระบบน้ำของอาคารสูง
จดหมายข่าว MMWR 1981: สัญญาณเตือนแรกของ “HIV/AIDS”
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1981 ดร. ไมเคิล กอตต์ลีบ (Michael Gottlieb) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) สังเกตเห็นความผิดปกติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน: ชายหนุ่มสุขภาพดีที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน 5 คน ป่วยเป็น โรคปอดอักเสบจากเชื้อรา Pneumocystis carinii (PCP) ซึ่งปกติจะพบเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามหรือผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงเท่านั้น
การตีพิมพ์และสัญญาณเตือนโลก
CDC ได้นำรายงานนี้มาตรวจสอบและตีพิมพ์ลงในวารสาร MMWR (Morbidity and Mortality Weekly Report) ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 1981 แม้จะเป็นบทความสั้น ๆ เพียงไม่กี่หน้า แต่ถือเป็น บันทึกทางประวัติศาสตร์ฉบับแรกสุดที่รายงานการมีอยู่ของโรคเอดส์
การสืบสวนเครือข่ายโรคระบาด
หลังบทความเผยแพร่ แพทย์ทั่วสหรัฐฯ เริ่มส่งรายงานเคสคล้ายกันเข้ามายัง CDC อย่างต่อเนื่อง พร้อมพบมะเร็งผิวหนังหายากอย่าง คาโปซี ซาร์โคมา (Kaposi’s Sarcoma) เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
CDC ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Force on Kaposi’s Sarcoma and Opportunistic Infections) นำโดย ดร. เจมส์ เคอร์แรน (James Curran) ซึ่งใช้วิธีการทางระบาดวิทยาเชิงเครือข่าย:
- ยืนยันช่องทางการติดต่อ
สัมภาษณ์ประวัติทางคลินิกอย่างละเอียดจนพบว่า โรคนี้ไม่ได้ติดต่อผ่านการสัมผัสทั่วไปหรืออากาศ แต่แพร่ผ่าน เพศสัมพันธ์ การรับเลือด/ผลิตภัณฑ์จากเลือด และเข็มฉีดยา - ปกป้องคลังเลือด
CDC เป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ออกมาเตือนและวางแนวทางคัดกรองการบริจาคเลือด ก่อนที่จะค้นพบอนุภาคของตัวไวรัสจริง ๆ เสียอีก
จนกระทั่งในปี 1983–1984 สถาบันปาสเตอร์ในฝรั่งเศส (นำโดย ลุก มงตาญเย) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (นำโดย โรเบิร์ต กัลโล) จึงสามารถแยกตัวเชื้อไวรัสสาเหตุได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า HIV (Human Immunodeficiency Virus)
สรุปบทบาทและบทเรียน
ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนถึงแก่นแท้ของ CDC
- การเฝ้าระวังเชิงรุก (Surveillance)
ความไวต่อความผิดปกติทางสถิติ แม้จะเริ่มจากผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน - การทำงานข้ามศาสตร์
ผสานความเชี่ยวชาญระหว่างหมอภาคสนาม นักสถิติ นักกีฏวิทยา และนักวิจัยในห้องแล็บ - การสื่อสารภาวะวิกฤต
การตัดสินใจออกคำเตือนและกำหนดมาตรการควบคุมบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนที่ภัยระบาดจะลุกลาม