กลไกนี้ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน (ตำรวจ/DSI) มีโครงสร้างและลำดับขั้นตอนเฉพาะตัวที่ต่างจากคดีในประเทศโดยสิ้นเชิง
1. โครงสร้างอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 วรรคหนึ่ง
ตามตัวบทกฎหมาย อำนาจการสอบสวนถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง:
Plain Text
Plain Text
<code> [คดีความผิดนอกราชอาณาจักร]
│
อัยการสูงสุด (เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ)
│
┌─────────────────────────┴─────────────────────────┐
▼ ▼
[กรณีที่ 1: มอบหมายพนักงานสอบสวน] [กรณีที่ 2: ทำการสอบสวนร่วมกัน]
มอบหมายพนักงานอัยการ หรือ อัยการสูงสุด (หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย)
พนักงานสอบสวนคนใดคนหนึ่งให้ทำการสอบสวน ลงไปทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน
(มักมอบหมาย บช.ก., บช.สอท. หรือ DSI) (Co-investigation)
- อัยการสูงสุดเป็นผู้กำกับทิศทาง: อัยการสูงสุดไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่ “ตรวจสำนวนสั่งฟ้อง” เหมือนคดีทั่วไป แต่มีสถานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตั้งแต่ชั้นรวบรวมพยานหลักฐาน
- การมอบหมายต้องเป็นทางการ: พนักงานสอบสวนตำรวจไม่มีอำนาจริเริ่มสรุปสำนวนส่งฟ้องเองได้โดยพลการ หากยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งมอบหมายจากอัยการสูงสุด
2. อำนาจ “การสอบสวนเบื้องต้น” เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน (มาตรา 20 วรรคสอง)
ในทางปฏิบัติ ระหว่างที่รอให้อัยการสูงสุดพิจารณาและมีคำสั่งมอบหมาย ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือพยานหลักฐานอาจถูกทำลาย มาตรา 20 วรรคสอง จึงวางข้อยกเว้นฉุกเฉินไว้:
เงื่อนไข: ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ต่อไปนี้มีอำนาจ “ทำการสอบสวนไปพลางก่อนได้เฉพาะที่จำเป็น”:
- ท้องที่ที่ ผู้ต้องหาถูกจับ
- ท้องที่ที่ ผู้ต้องหามีที่อยู่ ในราชอาณาจักร
- ท้องที่ที่ พบการกระทำความผิด (กรณีเกี่ยวเนื่อง)
- สิ่งที่ทำได้ไปพลางก่อน: จับกุมผู้ต้องหา, ยึดของกลาง, อายัดบัญชีธนาคาร, ตรวจสถานที่เกิดเหตุ, หรือสอบปากคำพยานที่กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ
- สิ่งที่ทำไม่ได้: สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้อง/ไม่ฟ้อง (ต้องรอคำสั่งมอบหมายและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดเท่านั้น)
3. กระบวนการทำงานร่วมกันในทางปฏิบัติ (Workflow)
Plain Text
Plain Text
[รับเรื่องร้องทุกข์/จับกุม]
│
▼
[พนักงานสอบสวนทำรายงานเสนอผ่าน ตร./DSI ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานการสอบสวน)]
│
▼
[อัยการสูงสุดพิจารณาออกคำสั่งมอบหมาย (Appointment Order)]
│
┌───────┴─────────────────────────────────────────────────┐
│ │
▼ ▼
[แบบมอบหมายตำรวจทำฝ่ายเดียว] [แบบอัยการเข้าร่วมสอบสวน (พบบ่อยในคดีซับซ้อน)]
- ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน - ตั้งคณะพนักงานสอบสวนร่วม (Joint Investigation)
- ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาด - อัยการร่วมวางแผน ซักถามพยาน ตรวจพยานหลักฐาน
└───────────────────────┬─────────────────────────────────┘
▼
[สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาดสั่งคดี]
- การประสานงานขอพยานหลักฐานต่างประเทศ (MLAT):หากคดีจำเป็นต้องขอพยานหลักฐานจากต่างประเทศ (เช่น ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์, ประวัติทางการเงินข้ามชาติ) อัยการสูงสุดในฐานะ “ผู้ประสานงานกลาง” (Central Authority) ตาม พ.ร.บ. ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 จะเป็นผู้ลงนามส่งหนังสือขอความช่วยเหลือ (Letter of Request) ไปยังรัฐบาลต่างประเทศโดยตรงตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ
4. ปัญหาข้อกฎหมายและผลกระทบหากปฏิบัติผิดขั้นตอน
ความเคร่งครัดของ ป.วิ.อ. มาตรา 20 ส่งผลให้เกิดแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานสำคัญหลายประการ:
- การสอบสวนมิชอบ = อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง (ป.วิ.อ. มาตรา 120):หากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและทำความเห็นสั่งฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการ โดยที่ ไม่เคยส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมาย ถือว่าเป็นการสอบสวนโดยไม่มีอำนาจ ส่งผลให้ “การสอบสวนนั้นเสียไปทั้งหมด” และพนักงานอัยการจะไม่มีอำนาจยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล
- การสอบสวนร่วมกันไม่ได้แปลว่าตำรวจหมดอำนาจ:การที่อัยการสูงสุดเข้าร่วมสอบสวน ไม่ได้ตัดอำนาจทั่วไปของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยาน แต่เป็นการบูรณาการทางกฎหมายเพื่อป้องกันข้อบกพร่องในสำนวน
- การส่งสำนวนขั้นสุดท้าย:เมื่อพนักงานสอบสวนผู้ได้รับมอบหมายทำการสอบสวนเสร็จสิ้น จะต้องส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง อัยการสูงสุดโดยตรง (ไม่ใช่ส่งไปยังพนักงานอัยการศาลชั้นต้นทั่วไป) เพื่อให้อัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ออกคำสั่ง “ฟ้อง” หรือ “ไม่ฟ้อง” เด็ดขาด
มาตรา 20 จึงไม่ใช่เพียงระเบียบบริหารงานธุรการ แต่เป็น หลักประกันความรอบคอบในระดับชาติ เนื่องจากคดีความผิดนอกราชอาณาจักรมักเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และขั้นตอนพยานหลักฐานที่ซับซ้อนกว่าคดีอาญาทั่วไป