ป้ายกำกับ: Auto-fill

คู่มือการใช้งาน Passkey ร่วมกับ Bitwarden ในทุก ๆ เครื่องคู่มือการใช้งาน Passkey ร่วมกับ Bitwarden ในทุก ๆ เครื่อง

การใช้ Bitwarden เป็นตัวจัดการ Passkey (Passkey Provider) ช่วยแก้ปัญหาความต่างของ Ecosystem ได้สมบูรณ์แบบ เพราะข้อมูล Passkey จะถูกเข้ารหัสแบบ End-to-End Encryption และซิงก์ข้ามระหว่าง Windows, macOS, Linux, Android และ iOS ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องพึ่งพา iCloud Keychain หรือ Google Password Manager


Bitwarden บน Windows

บน Windows การใช้ Bitwarden จัดการ Passkey จะทำผ่าน Bitwarden Browser Extension บนเบราว์เซอร์หลัก (Edge, Chrome, Firefox, Brave) ซึ่งทำหน้าที่แทนที่ Windows Hello ในการเก็บและเรียกใช้กุญแจ


การเตรียมความพร้อม

  1. ติดตั้ง Bitwarden Browser Extension จาก Web Store ของเบราว์เซอร์ที่ใช้
  2. ล็อกอินเข้าสู่บัญชี Bitwarden และปลดล็อก Vault
  3. ไปที่การตั้งค่าใน Extension: Settings > Excluded Domains (ตรวจสอบว่าไม่ได้บล็อกเว็บที่ต้องการใช้)

ขั้นตอนการสร้างและสมัคร Passkey

  1. เปิดเบราว์เซอร์ ไปยังเว็บไซต์ที่รองรับ Passkey (เช่น Google, GitHub, Amazon)
  2. ไปที่เมนูตั้งค่าความปลอดภัยของเว็บนั้นๆ แล้วกด Create / Add a Passkey
  3. ป๊อบอัพของ Bitwarden Extension จะเด้งขึ้นมาจากมุมขวาบนของเบราว์เซอร์
  4. ตรวจสอบชื่อบัญชีและบริการ แล้วคลิก “Save Passkey”
  5. Passkey จะถูกเข้ารหัสและบันทึกลงใน Bitwarden Vault ของคุณทันที

ขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ (Sign-In)

  1. ไปที่หน้า Login ของเว็บไซต์ที่ต้องการ
  2. กดปุ่ม “Sign in with a Passkey” หรือคลิกที่ช่อง Username
  3. ป๊อบอัพของ Bitwarden จะเด้งขึ้นมาพร้อมแสดงรายการ Passkey ที่ตรงกับเว็บไซต์นั้น
  4. คลิกเลือกบัญชีที่ต้องการ
  5. Bitwarden จะส่งกุญแจยืนยันตัวตน และพาคุณเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ

Bitwarden บน macOS

บน macOS คุณสามารถเลือกใช้ Bitwarden ผ่าน Browser Extension บน Safari / Chrome หรือใช้แอป Bitwarden Desktop ร่วมกับความสามารถของ macOS ได้


การเตรียมความพร้อม

  1. ติดตั้ง Bitwarden Extension บน Safari, Chrome หรือ Firefox
  2. หากใช้ Safari: เปิด Safari > Settings > Extensions > ติ๊กเปิดใช้งาน Bitwarden และอนุญาตสิทธิ์ Always Allow on Every Website
  3. (ตัวเลือกเสริม) เปิดใช้งาน Touch ID ในแอป Bitwarden Desktop/Extension เพื่อใช้ลายนิ้วมือปลดล็อก Vault ก่อนส่ง Passkey

ขั้นตอนการสร้างและสมัคร Passkey

  1. เข้าเว็บไซต์ที่ต้องการเพิ่ม Passkey บน Safari หรือ Chrome
  2. กดเลือกสร้าง Passkey ในตั้งค่าบัญชีของเว็บนั้น
  3. ป๊อบอัพของ Bitwarden จะเด้งขึ้นมาแทนหน้าต่าง iCloud Keychain
  4. กด Save Passkey เพื่อบันทึกลงระบบ

ขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ (Sign-In)

  1. กด Login ด้วย Passkey บนหน้าเว็บไซต์
  2. สแกน Touch ID บน Mac (หากตั้งค่าปลดล็อก Bitwarden ไว้) หรือใส่ Master Password/PIN ของ Bitwarden
  3. เลือก Passkey ที่ต้องการในหน้าต่าง Bitwarden แล้วยืนยันเพื่อเข้าสู่ระบบ

Bitwarden บน Android

ตั้งแต่ Android 14 เป็นต้นไป Google ได้เปิดใช้ Credential Manager API ทำให้สามารถเลือก Bitwarden เป็นผู้จัดการ Passkey หลักของระบบแทน Google Password Manager ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (สำหรับ Android 13 ลงไป จะใช้งานได้หลัก ๆ บนเว็บเบราว์เซอร์)


การเตรียมความพร้อม (Android 14+)

  1. ติดตั้งแอป Bitwarden จาก Google Play Store และลงชื่อเข้าใช้งาน
  2. ไปที่การตั้งค่าโทรศัพท์: Settings > Passwords & Accounts (หรือ Passwords & Passkeys)
  3. ในหัวข้อ Preferred Service หรือ Autofill Service ให้เปลี่ยนจาก Google เป็น Bitwarden
  4. เปิดแอป Bitwarden ไปที่ Settings > Auto-fill > เปิดใช้งาน Auto-fill Services และ Use Inline Auto-fill

ขั้นตอนการสร้างและสมัคร Passkey

  1. เปิดแอปพลิเคชันหรือ Google Chrome บน Android แล้วไปที่หน้าสร้าง Passkey
  2. เมื่อกดสร้าง Passkey หน้าต่างชี้แจงจากล่างจอจะเปลี่ยนเป็นหน้าต่างของ Bitwarden (ไม่ใช่ Google)
  3. ยืนยันตัวตนด้วย สแกนลายนิ้วมือ / สแกนใบหน้า ของสมาร์ทโฟนเพื่อเปิดล็อก Bitwarden
  4. กด Save เพื่อบันทึก Passkey เข้าสู่ Bitwarden Vault

ขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ (Sign-In)

  1. เปิดแอปหรือเว็บที่ต้องการล็อกอิน กดปุ่ม Sign in with Passkey
  2. ป๊อบอัพ Bitwarden จะแสดงขึ้นมา
  3. สแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยัน
  4. เลือก Passkey และล็อกอินเข้าใช้งานทันที

Bitwarden บน iOS / iPadOS

บน iOS 17 และ iPadOS 17 ขึ้นไป Apple เปิดโอกาสให้แอป Third-Party สามารถเป็น Passkey Provider ของระบบได้ โดยทำงานร่วมกับ Auto-fill ของ iOS


การเตรียมความพร้อม (iOS 17+)

  1. อัปเดต iOS เป็นเวอร์ชัน 17 ขึ้นไป และติดตั้งแอป Bitwarden
  2. ไปที่ Settings (การตั้งค่าของ iOS) > Passwords
  3. เลือก Password Options (หรือ Auto-fill Passwords & Passkeys)
  4. ตรวจสอบว่าเปิด Auto-fill Passwords and Passkeys อยู่
  5. ในรายการแอปด้านล่าง ให้ติ๊กเปิด Bitwarden (สามารถปิดหรือเปิด iCloud Keychain ควบคู่กันได้)

ขั้นตอนการสร้างและสมัคร Passkey

  1. เปิด Safari หรือแอปพลิเคชันที่รองรับ Passkey
  2. กดสร้าง Passkey ในหน้าตั้งค่าบัญชี
  3. เมนูสไลด์ของ iOS จะขึ้นมา โดยมีไอคอนแสดงว่าจะบันทึกลงใน Bitwarden
  4. ยืนยันด้วย Face ID / Touch ID
  5. เลือกบันทึกรายการลงใน Bitwarden Vault

ขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ (Sign-In)

  1. กดปุ่ม Sign in ด้วย Passkey บน Safari หรือแอปใน iOS
  2. ป๊อบอัพจะขอการสแกน Face ID / Touch ID
  3. ระบบจะดึง Passkey ที่เก็บบน Bitwarden มายืนยันตัวตนให้อัตโนมัติ

Bitwarden บน Linux

Linux เป็นระบบที่ Bitwarden เปล่งประกายที่สุด เพราะช่วยข้ามขีดจำกัดที่ Linux ไม่มีระบบจัดการ Biometrics กลาง โดยใช้ Bitwarden Browser Extension หรือ Desktop App (AppImage / Flatpak / Snap) ในการจัดการ Passkey ทั้งหมด


การเตรียมความพร้อม

  1. ติดตั้ง Bitwarden Browser Extension บน Chrome, Firefox หรือ Brave
  2. หรือติดตั้งแอป Bitwarden Desktop สำหรับ Linux (รองรับการตั้งค่า PIN หรือ Master Password ในการปลดล็อก)

ขั้นตอนการสร้างและสมัคร Passkey

  1. เปิดเบราว์เซอร์บน Linux เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการตั้งค่า Passkey
  2. เลือก Create Passkey บนเว็บไซต์
  3. ตัว Extension ของ Bitwarden จะตรวจจับและเด้งป๊อบอัพขึ้นมาทันที
  4. กด Save Passkey รายการจะถูกเข้ารหัสและซิงก์ขึ้น Cloud ของ Bitwarden

ขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ (Sign-In)

  1. เข้าหน้าเว็บ แล้วกด Sign in with Passkey
  2. หน้าต่าง Bitwarden Extension จะเด้งถาม PIN หรือ Master Password (หากถูกล็อกอยู่)
  3. กดยืนยันเพื่อปล่อยกุญแจ Passkey เข้าสู่ระบบ

สรุปจุดเด่นของการใช้ Bitwarden จัดการ Passkey ข้าม OS

  • No Ecosystem Lock-in: สร้าง Passkey บน iPhone ใน Bitwarden แล้วนำไปกด Login บนคอมพิวเตอร์ Linux หรือ Windows ผ่าน Extension ได้ทันทีโดยไม่ต้องสแกน QR Code ข้ามเครื่อง
  • Security: กุญแจส่วนตัวถูกเข้ารหัสด้วย Master Password ของคุณก่อนออกจากอุปกรณ์
  • Backup & Recovery: หากทำโทรศัพท์หาย Passkey ไม่ได้หายไปด้วย เพราะยังล็อกอินผ่าน Bitwarden บนอุปกรณ์อื่นเพื่อดึงข้อมูลกลับมาได้

อ่านเพิ่มเติม