DPAA (Defense POW/MIA Accounting Agency) คือหน่วยงานเฉพาะกิจสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนภารกิจภายใต้คำขวัญอันทรงเกียรติว่า “Fulfill Our Nation’s Promise” เพื่อค้นหา ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล และนำร่างของกำลังพลชาวอเมริกันที่สูญหายจากการสู้รบในอดีตกลับคืนสู่มาตุภูมิและอ้อมกอดของครอบครัว ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ภารกิจนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุทธวิธีทางทหารหรือการรบ แต่เป็นการผสานพลังระหว่างการทูต โบราณคดีสนาม นิติวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อรักษาคำสัญญาเกียรติยศ
แฟ้มประวัติและข่าวกรองภาคสนาม: ตามรอยเบาะแสนับครึ่งศตวรรษ
ก่อนที่ทีมขุดค้นจะเริ่มลงจอบแรกในป่าดงดิบ เจ้าหน้าที่สืบสวนและนักประวัติศาสตร์ของ DPAA ต้องทำงานค้นคว้าข้อมูลล่วงหน้านานหลายปี:
- การวิเคราะห์พิกัดจุดตก (Crash Sites)
นำบันทึกภารกิจการบิน พิกัดเรดาร์ช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนสัญญาณขาดหาย และบันทึกการดีดตัวของนักบินมาทาบทับกับแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมในยุคปัจจุบัน - การสัมภาษณ์พยานบุคคลในพื้นที่ (Joint Field Activity – JFA)
ทีมสอบสวนร่วมจะลงพื้นที่พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ อดีตทหารเวียดกง หรือชาวบ้านที่เคยเห็นเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อ 50 ปีก่อน บางครั้งพยานสามารถชี้จุดที่เคยเก็บชิ้นส่วนโลหะเครื่องบิน หรือจุดที่เคยช่วยฝังร่างของนักบินไว้ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ได้อย่างแม่นยำ
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
โบราณคดีกลางป่าดงดิบ: ขูดดินร่อนหาเศษเสี้ยวความทรงจำ
เมื่อระบุพิกัดได้อย่างชัดเจน ทีมขุดค้นของ DPAA จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนยอดเขาสูงชัน หน้าผาหินปูน หรือป่าดงดิบรกชัฏ:
| ขั้นตอนภาคสนาม | รายละเอียดการปฏิบัติงาน | เป้าหมายในการเก็บกู้ |
|---|---|---|
| การตั้งแคมป์และการตีตารางกริด (Grid System) | ทีมงานประกอบด้วยนักโบราณคดี นักมานุษยวิทยากายภาพ ทหารช่าง เสนารักษ์ และคนงานท้องถิ่นนับร้อยคน ตั้งแคมป์ทำงานต่อเนื่อง 30 ถึง 60 วัน ตีตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสและขูดหน้าดินออกทีละชั้นลึกไม่กี่เซนติเมตรตามหลักโบราณคดีสากล | ป้องกันไม่ให้วัตถุพยานและเศษกระดูกชำรุดเสียหายจากการขุดดินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า |
| การร่อนดินผ่านตะแกรงตาถี่ (Screening) | ดินทุกถังจะถูกลำเลียงไปยังสถานีร่อนดินที่มีการฉีดน้ำชะล้างผ่านตะแกรงกรองหลายชั้น | ค้นหาชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์หรือฟันที่อาจหลงเหลือขนาดเล็กเท่าเหรียญเนื่องจากกรดในดินเขตร้อน |
| การเก็บกู้วัตถุพยานจำเพาะ | คัดแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวและชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยาน | ป้ายชื่อทหาร (Dog Tag), แหวนแต่งงาน, หัวเข็มขัด, ชิ้นส่วนร่มชูชีพ และหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์ของเครื่องบินเพื่อยืนยันลำที่ตก |
ห้องแล็บนิติวิทยาศาสตร์ระดับโลก: การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล
วัตถุพยานและชิ้นส่วนกระดูกที่เก็บกู้ได้จะถูกส่งต่อไปยัง ห้องปฏิบัติการกลางของ DPAA ณ ฐานทัพร่วมเพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิกแคม (JBPHH) รัฐฮาวาย ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการมานุษยวิทยานิติวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวตนอย่างละเอียด:
- การตรวจเทียบประวัติทางทันตกรรม (Forensic Odontology)
ฟันคือส่วนที่ทนต่อความร้อน เปลวไฟ และการกัดกร่อนของสารเคมีในดินได้ดีที่สุด หากพบฟันเพียงซี่เดียว ผู้เชี่ยวชาญจะนำมาเปรียบเทียบกับฟิล์มเอกซเรย์และบันทึกทันตกรรมทางทหาร (Dental Records) ของนักบินที่บันทึกไว้ก่อนส่งตัวไปรบ - การสกัดสารพันธุกรรมขั้นสูง (Mitochondrial & Nuclear DNA)
นักพันธุศาสตร์จะสกัดสารพันธุกรรมจากเศษกระดูกที่ผ่านความร้อนหรือฝังกลบมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล DNA อ้างอิงจากสายเลือดของครอบครัวและญาติสายตรงที่กองทัพเก็บรวบรวมไว้ล่วงหน้า - การวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกและกายภาพ
ประเมินส่วนสูง อายุ และร่องรอยการบาดเจ็บในอดีต เช่น รอยกระดูกหักที่เคยสมานตัวในวัยเด็ก เพื่อนำมาจับคู่กับเวชระเบียนประวัติสุขภาพของทหารแต่ละนาย
พิธีรับร่างและส่งมอบ: การเดินทางกลับบ้านที่สมเกียรติ
เมื่อผลการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลถูกต้องแม่นยำ 100% ขั้นตอนสุดท้ายคือพิธีเกียรติยศเพื่อส่งนักรบกลับคืนสู่มาตุภูมิ:
พิธีส่งมอบอัฐิ ณ แผ่นดินเวียดนาม
มีการจัดพิธี Repatriation Ceremony อย่างเป็นทางการที่สนามบินในกรุงฮานอยหรือดานัง โดยมีกองทหารเกียรติยศของทั้งสองประเทศร่วมทำความเคารพ อัฐิจะถูกบรรจุลงในหีบที่คลุมด้วยธงชาติสหรัฐฯ และลำเลียงขึ้นเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศเพื่อมุ่งหน้าสู่ฮาวาย จากนั้นตัวแทนระดับสูงของกองทัพจะเดินทางไปพบครอบครัวอย่างเป็นทางการเพื่อแจ้งข้อความสำคัญว่า “เราพบเขาแล้ว” ก่อนนำไปประกอบพิธีฝังอย่างสมเกียรติ ณ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน (Arlington National Cemetery) หรือสุสานประจำตระกูลตามความประสงค์ของครอบครัว
สะพานเชื่อมความสัมพันธ์: ก้าวข้ามความเกลียดชังเพื่อเยียวยาบาดแผล
ภารกิจของหน่วย DPAA มีบทบาททางการทูตระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าขอบเขตของงานโบราณคดี เพราะนี่คือโครงการความร่วมมืออย่างเป็นทางการโครงการแรก ๆ ที่เปิดทางให้สหรัฐอเมริกาและเวียดนามหันกลับมาเจรจาและปรับความเข้าใจกันหลังสิ้นสุดสงคราม
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงมนุษยธรรมสองทาง
ขณะที่เวียดนามเปิดพื้นที่ให้สหรัฐฯ เข้ามาขุดค้น รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ส่งมอบพิกัดจุดฝังศพ บันทึกการรบ และแผนที่สนามรบโบราณให้แก่ทางการเวียดนาม เพื่อช่วยเหลือในการค้นหาร่างของทหารเวียดนามที่ยังคงสูญหายไปมากกว่า 200,000–300,000 นายเช่นกัน - สัญลักษณ์แห่งการปรองดองที่จับต้องได้
การก้าวข้ามความเจ็บปวดและความเกลียดชังในอดีตเพื่อร่วมมือกันพาผู้ล่วงลับกลับบ้าน จึงกลายเป็นประจักษ์พยานแห่งการเยียวยาบาดแผลสงครามที่สร้างความผูกพันและสันติภาพระหว่างสองประเทศมาจนถึงปัจจุบัน