PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology Agent Green (สารสีเขียว): สารเคมีรุ่นทดลองปริมาณน้อยที่สุด แต่เข้มข้นด้วยมลทินไดออกซิน

Agent Green (สารสีเขียว): สารเคมีรุ่นทดลองปริมาณน้อยที่สุด แต่เข้มข้นด้วยมลทินไดออกซิน

Agent Green (สารสีเขียว) เป็นหนึ่งในสารเคมีกำจัดวัชพืชทางทหารกลุ่มแรก ๆ ในตระกูล “Rainbow Herbicides” (สารเคมีสีรุ้ง) ที่กองทัพสหรัฐฯ จัดซื้อและนำไปทดลองใช้งานในช่วงแรกเริ่มของสงครามเวียดนาม แม้จะมีบันทึกการใช้งานในปริมาณน้อยที่สุดในบรรดาสารเคมีทั้งหมด แต่ในทางพิษวิทยา Agent Green มีความร้ายกาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Agent Pink เนื่องจากมี สารพิษไดออกซิน (TCDD) เจือปนอยู่ในระดับสูงลิ่วจากการสังเคราะห์ทางเคมีในยุคแรก

photo-1509316975850-ff9c5deb0cd9?w=1200 Agent Green (สารสีเขียว): สารเคมีรุ่นทดลองปริมาณน้อยที่สุด แต่เข้มข้นด้วยมลทินไดออกซิน
ถังสารเคมีตระกูล Rainbow Herbicides ที่ใช้ในระยะบุกเบิกของปฏิบัติการ Operation Ranch Hand

เอกลักษณ์และที่มาของชื่อ “Agent Green”

เช่นเดียวกับสารเคมีชนิดอื่นในกลุ่มสารเคมีสีรุ้ง ชื่อ “Agent Green” มาจาก แถบสีเขียวที่คาดรอบถังเหล็กบรรจุขนาด 55 แกลลอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งกำลังบำรุงและนักบินสามารถจำแนกชนิดของสารเคมีได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

  • ช่วงเวลาการจัดซื้อและใช้งาน
    มีการจัดซื้อและนำไปทดสอบฉีดพ่นในช่วงปี ค.ศ. 1962 ถึง 1964 ในระยะทดลองและวางแผนระบบของปฏิบัติการ Operation Ranch Hand
  • ปริมาณการใช้ที่น้อยที่สุดในตระกูลสีรุ้ง
    มีบันทึกการจัดซื้อไปราว 20,000 แกลลอน (ประมาณ 75,000 ลิตร) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Agent Orange ที่ถูกโปรยไปมากกว่า 43 ล้านลิตร
  • เป้าหมายทางยุทธวิธี
    ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายพืชผลทางการเกษตรของฝ่ายเวียดกง (Crop Destruction) และเปิดแนวพุ่มไม้เตี้ยตามแนวชายป่าเพื่อเปิดวิสัยทัศน์การตรวจการณ์

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


โครงสร้างทางเคมีและมลทินไดออกซินระดับเข้มข้น

ความอันตรายที่แท้จริงของ Agent Green อยู่ที่องค์ประกอบของสารออกฤทธิ์หลัก ซึ่งปราศจากการเจือจางของสารตัวอื่น:

2,4,5-T บริสุทธิ์แบบ Ester เดี่ยว 100%
ขณะที่ Agent Orange เกิดจากการผสมระหว่าง 2,4-D (50%) และ 2,4,5-T (50%) และ Agent Pink เป็นการผสมระหว่าง n-butyl ester และ isobutyl ester ของ 2,4,5-T แต่ Agent Green ประกอบด้วยสาร n-butyl ester ของ 2,4,5-T ล้วน ๆ 100% เนื่องจากสารพิษ TCDD (Dioxin) เกิดขึ้นจากความร้อนและแรงดันสูงในปฏิกิริยาสังเคราะห์ 2,4,5-T ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ที่โรงงานยังไม่มีการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ ทำให้ความเข้มข้นของไดออกซินต่อหน่วยปริมาตรของ Agent Green สูงกว่า Agent Orange หลายเท่าตัว


ยุทธวิธี “สูตรผสมคู่” (The Green-Pink Mixture)

ในบันทึกภารกิจของกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีข้อมูลเชิงยุทธวิธีที่น่าสนใจว่า Agent Green แทบไม่เคยถูกนำไปฉีดพ่นเดี่ยว ๆ ในสนามรบ

สารเคมีในถังแถบเขียวมักถูกนำมา ผสมร่วมกับ Agent Pink ในอัตราส่วนต่าง ๆ ก่อนบรรจุลงในถังพ่นใต้ปีกเครื่องบิน C-123 หรือหัวฉีดของเฮลิคอปเตอร์ การผสมสารทั้งสองตัวเข้าด้วยกันทำให้เกิดละอองฝอยที่มีความหนืดพอดีสำหรับการเกาะติดผิวใบไม้เขตร้อนชื้น แต่สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การรวมตัวกันของสารปนเปื้อนไดออกซินที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีการนำมาใช้ในประวัติศาสตร์สงคราม


มรดกทางประวัติศาสตร์และสถานะตามกฎหมายปัจจุบัน

เนื่องจาก Agent Green ถูกยุติการผลิตและเลิกใช้งานไปอย่างรวดเร็วหลังปี ค.ศ. 1964 เพื่อเปิดทางให้กับ Agent Orange ที่ผลิตได้ง่ายและราคาประหยัดกว่า ทำให้ชื่อของมันถูกกลืนหายไปจากความทรงจำกระแสหลัก

มิติการพิจารณา ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สถานะในปัจจุบัน
การคุ้มครองทหารผ่านศึก ถูกใช้งานจำกัดเฉพาะช่วงปี 1962–1964 ในระยะบุกเบิก กระทรวงทหารผ่านศึกสหรัฐฯ (VA) และกฎหมาย PACT Act บรรจุให้เป็นหนึ่งใน Tactical Herbicides ได้รับสิทธิ์คุ้มครองเช่นเดียวกับฝนเหลือง
ความสับสนเรื่องชื่อในยุคหลัง เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในกลุ่ม Phenoxy Herbicides คำว่า “Agent Green” ในยุคปัจจุบันบางครั้งถูกนำไปใช้เป็นชื่อเล่นของเชื้อราชีวภาพ (Fusarium oxysporum) ที่ใช้ทำลายต้นโคคา ซึ่งเป็นคนละสิ่งกับสารเคมีสงครามเวียดนาม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปริมาณการใช้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสารอื่น ความเข้มข้นของ TCDD ที่สูงลิบทำให้เกิดการตกค้างในดินและห่วงโซ่อาหาร เป็นรอยแผลแรก ๆ ของโศกนาฏกรรมไดออกซินในอินโดจีน

Agent Green จึงเปรียบเสมือน “รุ่นทดลอง” ของสงครามเคมีทำลายล้างพืชพรรณ แม้จะมีปริมาณการใช้งานน้อยและมีประวัติศาสตร์สั้น ๆ เพียงไม่กี่ปี แต่ความเข้มข้นของสารพิษไดออกซินที่ตกค้างในธรรมชาติก็เป็นหนึ่งในหลักฐานของความผิดพลาดทางเคมีที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน