แนวคิดของ สำนักเบาเฮาส์ (Bauhaus) และ หลักการ 10 ข้อของ ดีเทอร์ รามส์ (Dieter Rams’ 10 Principles for Good Design) มีสายสัมพันธ์ทางปรัชญาที่สืบทอดต่อกันโดยตรง โดยมี สำนักออกแบบอุล์ม (Ulm School of Design) เป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ดีเทอร์ รามส์ นำเอาอุดมคติโมเดิร์นนิสม์ของเบาเฮาส์มาขัดเกลาและยกระดับสู่บริบทของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคหลังสงครามโลก
จุดร่วมที่สืบทอดกันและความแตกต่างเชิงวิวัฒนาการของทั้งสองแนวคิด สรุปได้ดังนี้
จุดเชื่อมโยงและวิวัฒนาการทางแนวคิด
- จาก “Form Follows Function” สู่ “Weniger, aber besser (Less, but better)”
- Bauhaus
เน้นการตัดเครื่องประดับรกรุงรัง (Ornamentation) เพื่อให้รูปทรงสะท้อนกลไกและหน้าที่การทำงานโดยตรง - Dieter Rams
ขยายความต่อว่า การตัดทอนไม่ใช่แค่เรื่องรูปทรง แต่คือการลดทอนความยุ่งเหยิงทางจิตใจของผู้ใช้ ดีไซน์ที่ดีต้องไม่เรียกร้องความสนใจ (Unobtrusive) และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจนเหลือแก่นแท้
- Bauhaus
- จาก “Art and Technology – A New Unity” สู่ “Innovative & Long-lasting”
- Bauhaus
เริ่มต้นจากการพยายามผสานงานศิลปะและงานช่างฝีมือเข้ากับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม (Mass Production) โดยการทดลองวัสดุใหม่ในยุคนั้น เช่น ท่อเหล็กกล้าและกระจก - Dieter Rams
มองเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมการออกแบบเสมอ (Good design is innovative) แต่ต้องมาพร้อมกับความเหนือกาลเวลา (Long-lasting) ไม่วิ่งตามกระแสนิยมแบบฉาบฉวย
- Bauhaus
- Truth to Materials สู่ Honest Design
- ทั้งสองฝั่งยึดหลักเดียวกันคือ ความซื่อสัตย์ของวัสดุ (Honesty) การไม่พรางตา ไม่ทำพลาสติกให้ดูเหมือนไม้ ไม่ทำโลหะให้ดูเหมือนหิน และไม่หลอกลวงผู้บริโภคด้วยฟังก์ชันที่ไม่มีอยู่จริง
ตารางเปรียบเทียบหมวดหมู่ต่อหมวดหมู่
| มิติการเปรียบเทียบ | สำนักเบาเฮาส์ (Bauhaus: 1919–1933) | ดีเทอร์ รามส์ (Dieter Rams: ยุค Braun 1950s–1980s) |
| สโลแกนหลัก | Form follows function / Art and Technology: A New Unity | Weniger, aber besser (Less, but better) |
| บริบทและเป้าหมาย | ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อสร้างมาตรฐานสิ่งของและที่อยู่อาศัยที่ราคาเข้าถึงได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 | การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ระดับพรีเมียมในระบบตลาดเสรีที่ต้องแข่งขันจริง |
| ความสัมพันธ์กับผู้ใช้ | เน้นสรีรศาสตร์และกายภาพ (Ergonomics) และการใช้งานขั้นพื้นฐาน | เน้นการสื่อสารและความเข้าใจง่าย (Makes a product understandable / Self-explanatory) |
| มิติด้านสุนทรียศาสตร์ | ทดลองรูปทรงเรขาคณิตบริสุทธิ์ (วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม) และแม่สี | เรียบเฉย สุขุม เป็นกลาง ไร้กาลเวลา (Aesthetic yet unobtrusive) |
| ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม | ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ (มุ่งเน้นการผลิตซ้ำทางอุตสาหกรรม) | กำหนดเป็นข้อบังคับชัดเจน (Good design is environmentally-friendly) ต่อต้านวัฒนธรรมทิ้งขว้าง |
การจับคู่หลักการ 10 ข้อของ Dieter Rams กับรากฐานของ Bauhaus
- Good design is innovative
สืบทอดจากการทดลองวัสดุใหม่ของเบาเฮาส์ (เช่น เก้าอี้ท่อเหล็กของ Marcel Breuer) แต่รามส์เน้นว่านวัตกรรมต้องพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ไม่ใช่นวัตกรรมเพื่อความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว - Good design makes a product useful & understandable
ตรงกับหัวใจเรื่อง Functionalism ของเบาเฮาส์ โดยรามส์เน้นเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสาร (Affordance) เช่น ปุ่มเปิด-ปิด หรือปุ่มหมุนต้องบอกวิธีใช้ในตัวเองโดยแทบไม่ต้องอ่านคู่มือ - Good design is aesthetic & unobtrusive
เบาเฮาส์ทลายเส้นสายลวดลายวิจิตรเพื่อให้งานสะอาดตา ส่วนรามส์มองว่าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ควรทำหน้าที่เสมือน “เครื่องมือ” หรือฉากหลัง ไม่ใช่ประติมากรรมที่แย่งพื้นที่สายตา - Good design is honest
สืบทอดโดยตรงจากหลัก Truth to Materials ของเบาเฮาส์ ไม่แต่งเติมรูปทรงเพื่อหลอกให้ดูทรงพลังหรือหรูหราเกินจริง - Good design is long-lasting & environmentally-friendly
นี่คือจุดที่รามส์ก้าวล้ำไปกว่าเบาเฮาส์อย่างชัดเจน โดยมองเห็นปัญหาขยะอุตสาหกรรมและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ จึงเรียกร้องการออกแบบที่คงทนทั้งโครงสร้างและรสนิยม เพื่อลดการบริโภคเกินจำเป็น - Good design is thorough down to the last detail
สืบทอดความประณีตจากหลักช่างฝีมือ (Craftsmanship) ของเบาเฮาส์ ที่ว่าความแม่นยำและความใส่ใจในรายละเอียดคือการเคารพผู้ใช้งาน - Good design is as little design as possible
การตกผลึกขั้นสูงสุดของแนวคิดมินิมอลลิสม์ นำสิ่งที่เบาเฮาส์ริเริ่มมาทำให้บริสุทธิ์ที่สุด
แนวคิดของทั้งสองไม่ใช่ขั้วตรงข้าม แต่คือ ต้นธารและผลลัพธ์ที่สุกงอม เบาเฮาส์คือผู้เริ่มจุดประกายการทลายกรอบประเพณีนิยมเพื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ส่วนดีเทอร์ รามส์ คือผู้จัดระเบียบและกลั่นกรองอุดมคตินั้นให้กลายเป็นระบบปรัชญาที่จับต้องได้ ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจหลักให้กับงานออกแบบของ Apple (โดย Jony Ive) และระเบียบวิธีคิดในวงการ Modern UI/UX ในปัจจุบัน