การถกเถียงระหว่าง เลอง ดูกีต์ (Léon Duguit) แห่งสำนักบอร์โดซ์ (École de Bordeaux) และ โมริส โอรีอู (Maurice Hauriou) แห่งสำนักตูลูส (École de Toulouse) ถือเป็น “ศึกแห่งศตวรรษ” ทางนิติปรัชญาและกฎหมายมหาชนฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทั้งสองพยายามหาคำตอบว่า อะไรคือหัวใจและเกณฑ์ชี้ขาดของการมีอยู่ของกฎหมายปกครองและรัฐ แต่วางอยู่บนรากฐานทางปรัชญาที่แทบจะตรงข้ามกัน
ฐานรากทางปรัชญาและมุมมองต่อ “รัฐ”
- Léon Duguit (ปฏิฐานนิยมทางสังคมวิทยา – Sociological Positivism)
- มองจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up)
ดูกีต์ปฏิเสธสิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งหมด รัฐไม่ใช่บุคคลที่มีเจตจำนงของตัวเอง (No legal personality) เป็นเพียงกลุ่มคนที่กุมอำนาจปกครอง - ศูนย์กลางคือ “ภารกิจ”
รัฐไม่ได้มีอำนาจสั่งการตามอำเภอใจ แต่มีความชอบธรรมได้เพียงเพราะมี “หน้าที่” จัดทำบริการสาธารณะเพื่อค้ำจุนความสมานฉันท์ของสังคม (Social Solidarity)
- มองจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up)
- Maurice Hauriou (ปรัชญาสถาบันนิยม – Institutionalism / Neo-Thomism)
- มองผ่านโครงสร้างองค์กร (Organic & Structural)
โอรีอูเชื่อมั่นว่า รัฐมีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายจริงผ่านแนวคิด “สถาบัน” (L’Institution) - ศูนย์กลางคือ “อำนาจและระเบียบ”
รัฐไม่ใช่แค่กลุ่มปัจเจกบุคคลที่รวมกันชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างที่มีชีวิต มีเป้าหมายชี้นำ และมีความต่อเนื่องข้ามยุคสมัยที่เหนือกว่าตัวบุคคล
- มองผ่านโครงสร้างองค์กร (Organic & Structural)
เกณฑ์ชี้ขาดของกฎหมายปกครอง: “บริการสาธารณะ” vs “เอกสิทธิ์ทางอำนาจ”
ประเด็นที่ทั้งสองปะทะกันรุนแรงที่สุด คือการนิยามว่า สิ่งใดทำให้คดีหนึ่งต้องขึ้นศาลปกครองแทนที่จะเป็นศาลยุติธรรมทั่วไป
- เกณฑ์ของ Duguit: ภารกิจบริการสาธารณะ (Service Public)
- ดูกีต์ถือว่า กิจกรรมใดก็ตามที่เป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายปกครองโดยอัตโนมัติ
- ไม่ว่าการกระทำนั้นจะใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญหรือเป็นการจัดการทั่วไป หากเป้าหมายคือบริการสาธารณะ กฎหมายมหาชนต้องเข้ามากำกับ
- เกณฑ์ของ Hauriou: เอกสิทธิ์ทางอำนาจมหาชน (Puissance Publique / Prérogatives)
- โอรีอูมองว่าแนวคิดบริการสาธารณะของดูกีต์กว้างเกินไปและไร้แก่นสารที่แท้จริง
- สำหรับโอรีอู แก่นแท้ของกฎหมายมหาชนคือ “การใช้อำนาจฝ่ายเดียว” (Unilateral Acts / Puissance Publique) ที่เหนือกว่าเอกชน เช่น อำนาจออกคำสั่งทางปกครอง อำนาจบังคับคดี หรืออำนาจเวนคืน หากฝ่ายปกครองทำสัญญาแบบเอกชนทั่วไปโดยไม่ใช้เอกสิทธิ์ทางอำนาจ ก็ไม่ควรใช้กฎหมายปกครอง
ตารางเปรียบเทียบเชิงมโนทัศน์
| มิติการเปรียบเทียบ | Léon Duguit (สำนักบอร์โดซ์) | Maurice Hauriou (สำนักตูลูส) |
| ทฤษฎีแกนนำ | ทฤษฎีบริการสาธารณะ (Service Public) | ทฤษฎีสถาบัน (Théorie de l’institution) |
| มุมมองต่อรัฐ | ปฏิเสธนิติบุคคลของรัฐ เป็นเพียงกลุ่มผู้มีอำนาจ | รัฐเป็นสถาบันสูงสุดที่มีเอกลักษณ์และมีชีวิตของตนเอง |
| แก่นของกฎหมายปกครอง | วัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองสังคม (Finality) | การใช้อำนาจเหนือกว่าของฝ่ายปกครอง (Puissance Publique) |
| สิทธิและอำนาจ | ไม่มีสิทธิสัมบูรณ์ มีแต่ “หน้าที่ทางสังคม” (Social Function) | รับรองดุลพินิจและอำนาจของฝ่ายปกครองเพื่อรักษาระเบียบ |
| รากฐานความคิด | สังคมวิทยาเชิงประจักษ์ (Émile Durkheim) | สถาบันนิยม ผสมผสานเหตุผลนิยมและคริสเตียนคาทอลิก |
| ทัศนะต่อความต่อเนื่องของรัฐ | ความต่อเนื่องของงานบริการที่ขาดไม่ได้ | การสืบทอดอุดมการณ์นำทางของสถาบัน (Idée directrice) |
ชะตากรรมของสองทฤษฎีในศาลปกครองฝรั่งเศส (Conseil d’État)
ในทางปฏิบัติ ศาลปกครองสูงสุดแห่งฝรั่งเศส (Conseil d’État) ไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 100% แต่ใช้การผสมผสานทั้งสองแนวคิดในการพัฒนากฎหมาย
- ยุครุ่งเรืองของ Duguit (ต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20)
- ศาลนำแนวคิด Service Public มาเป็นเกณฑ์หลักในการขยายอำนาจศาลปกครอง (เช่น คดีสำคัญอย่าง Arrêt Terrier 1903, Arrêt Feutry 1908)
- ทุกข้อพิพาทที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะตกเป็นอำนาจของศาลปกครองทั้งหมด
- การฟื้นคืนชีพของแนวคิด Hauriou (กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา)
- เมื่อรัฐเริ่มดำเนินกิจการกึ่งพาณิชย์ (Services publics industriels et commerciaux – SPIC) แนวคิดของดูกีต์เริ่มตอบคำถามไม่ได้ เพราะรัฐเริ่มทำตัวเหมือนพ่อค้า
- ศาลจึงต้องหันกลับมาใช้เกณฑ์ Puissance Publique ของโอรีอู ร่วมด้วย โดยพิจารณาว่า แม้จะเป็นบริการสาธารณะ แต่ฝ่ายปกครองได้ใช้ “เงื่อนไขอันมีลักษณะพิเศษนอกเหนือสัญญาเอกชน” (Clauses exorbitantes du droit commun) หรือไม่
การปะทะกันของทั้งคู่จึงไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กลายเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน: ดูกีต์มอบ “เป้าหมายอันชอบธรรม” (บริการสังคม) ให้แก่ฝ่ายปกครอง ขณะที่โอรีอูมอบ “เครื่องมือและโครงสร้างเชิงอำนาจ” (สถาบันและเอกสิทธิ์มหาชน) เพื่อให้ฝ่ายปกครองสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้จริง