เมื่อเกิดวิกฤตการระบาดของโรคติดต่อระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นอีโบลา ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ชื่อของ CDC มักปรากฏขึ้นเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่กำหนดแนวทาง ค้นหาต้นตอ และวางมาตรการรับมือ
หน่วยงานที่เป็นต้นแบบและมีบทบาททรงอิทธิพลที่สุดในโลกคือ Centers for Disease Control and Prevention หรือ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
กำเนิดจากสมรภูมิมาลาเรีย
CDC ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1946 ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เดิมใช้ชื่อว่า Communicable Disease Center
ภารกิจแรกเริ่มขององค์กรไม่ใช่การดูแลโรคระดับโลก แต่เป็นภารกิจเฉพาะกิจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อควบคุมและกำจัด โรคไข้มาลาเรีย ซึ่งระบาดหนักในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริเวณค่ายทหารและฐานทัพ
หลังจากกำจัดโรคมาลาเรียในสหรัฐฯ ได้สำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ หน่วยงานจึงค่อย ๆ ขยายขอบเขตภารกิจจากการควบคุมแมลงพาหะ ไปสู่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โปลิโอ วัณโรค และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในเวลาต่อมา
โครงสร้างและวิวัฒนาการภารกิจ
ในทศวรรษ 1970–1990 หน่วยงานเปลี่ยนชื่อเป็น Centers for Disease Control และเติมคำว่า and Prevention เข้าไปในภายหลัง (แต่ยังคงตัวย่อ CDC ไว้เช่นเดิม) เพื่อสะท้อนว่าขอบเขตงานไม่ได้หยุดอยู่แค่โรคติดต่อ (Infectious Diseases) อีกต่อไป
ปัจจุบัน ภารกิจหลักของ CDC ครอบคลุม 4 เสาหลักสำคัญ
- การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (Epidemiological Surveillance)
ตรวจจับ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์แนวโน้มการแพร่กระจายของโรคทั่วโลก - โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
ศึกษาวิจัยและรณรงค์ป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และปัญหาสุขภาพจิต - อาชีวอนามัยและพิษวิทยา
ตรวจสอบความปลอดภัยในที่ทำงาน สารพิษตกค้าง และมลพิษสิ่งแวดล้อม (ผ่านสถาบัน NIOSH) - การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ทั้งโรคอุบัติใหม่ อาวุธชีวภาพ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ
อาวุธลับ: หน่วยสืบสวนโรค EIS (Epidemic Intelligence Service)
หนึ่งในกลไกที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของ CDC คือหน่วย EIS (Epidemic Intelligence Service) ก่อตั้งขึ้นในปี 1951 ช่วงสงครามเกาหลีเพื่อเฝ้าระวังสงครามชีวภาพ
เจ้าหน้าที่ EIS หรือที่มักเรียกกันว่า “นักสืบโรคระบาด” (Disease Detectives) ประกอบด้วยแพทย์ สัตวแพทย์ และนักสถิติชีวภาพที่ผ่านการฝึกอบรมภาคสนามเข้มข้น พวกเขาจะถูกส่งตัวไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันทีที่พบการระบาดปริศนา ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบโรคลิเจียนแนร์ (Legionnaires’ disease) ในปี 1976 การแกะรอยผู้ป่วยเอดส์ (HIV/AIDS) กลุ่มแรกในปี 1981 หรือการลงพื้นที่สกัดกั้นอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก
ความท้าทายในโลกยุคใหม่
แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นเสาหลักด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ในวิกฤตโรคระบาดใหญ่ระดับโลกช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CDC เผชิญกับแรงกดดันและความท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน
- ความเร็วในการสื่อสาร
ในยุคที่ข้อมูลเท็จ (Infodemic) แพร่กระจายเร็วกว่าไวรัส ความล่าช้าในการปรับคำแนะนำตามหลักฐานใหม่ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน - การเมืองกับวิทยาศาสตร์
แรงกดดันจากฝ่ายบริหารและนโยบายเศรษฐกิจมักปะทะกับคำแนะนำเชิงระบาดวิทยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ - การปฏิรูปโครงสร้าง
นำไปสู่การปรับปรุงองค์กรเพื่อลดขั้นตอนราชการ เน้นการสื่อสารสาธารณะที่กระชับ และการส่งมอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แก่ประชาชนแบบเรียลไทม์
บทเรียนตลอดหลายทศวรรษพิสูจน์ให้เห็นว่า โรคระบาดไม่มีพรมแดน การทำงานของ CDC จึงไม่ใช่เพียงกิจการภายในของสหรัฐฯ แต่เป็นกลไกกลางที่ทำงานเชื่อมโยงกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคของประเทศต่าง ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงทางสาธารณสุขของมวลมนุษยชาติ