PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology เจาะลึกฟิสิกส์ของ “เลนส์”: จากกฎของสเนลล์ (Snell’s Law) สู่กลไกการเกิดภาพของเลนส์นูนและเลนส์เว้า

เจาะลึกฟิสิกส์ของ “เลนส์”: จากกฎของสเนลล์ (Snell’s Law) สู่กลไกการเกิดภาพของเลนส์นูนและเลนส์เว้า

เบื้องหลังการมองเห็นผ่านแว่นตา ภาพถ่ายคมชัดจากสมาร์ตโฟน หรือการสำรวจดวงดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ ล้วนขับเคลื่อนด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน นั่นคือ “เลนส์” (Lens)

เลนส์เป็นตัวกลางโปร่งใสที่เปลี่ยนทิศทางการเดินทางของคลื่นแสง เพื่อนำแสงมารวมกันหรือกระจายออกจากกันตามที่มนุษย์ต้องการ แต่แสงรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องเลี้ยวเบนไปในทิศทางใด? คำตอบเริ่มต้นจากปรากฏการณ์พื้นฐานที่สุดในวิชาทัศนศาสตร์ นั่นคือ “การหักเหของแสง”


จุดเริ่มต้นแห่งการเลี้ยวเบน: กฎของสเนลล์ (Snell’s Law)

แสงเดินทางเป็นเส้นตรงในตัวกลางชนิดเดียว แต่เมื่อแสงเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งที่มีความหนาแน่นเชิงแสงต่างกัน (เช่น จากอากาศเข้าสู่แก้ว) ความเร็วของแสงจะเปลี่ยนไป การเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับพลันนี้ส่งผลให้แนวทางการเคลื่อนที่ของแสงเบนไปจากเดิม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การหักเหของแสง (Refraction)

ความสัมพันธ์ของการหักเหถูกอธิบายไว้อย่างแม่นยำด้วยสมการทางฟิสิกส์ที่คิดค้นโดย วิลเลอบรอร์ด สเนลล์ (Willebrord Snellius) หรือ กฎของสเนลล์ (Snell’s Law)

n₁ sin(θ₁) = n₂ sin(θ₂)

  • n₁ คือ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 1 (เช่น อากาศ มีค่า n ≈ 1.00)
  • n₂ คือ ดัชนีหักเหของตัวกลางที่ 2 (เช่น แก้ว มีค่า n ≈ 1.50)
  • θ₁ คือ มุมตกกระทบ (มุมระหว่างลำแสงกับเส้นตั้งฉากผิวสัมผัส หรือ เส้นแนวฉาก)
  • θ₂ คือ มุมหักเห (มุมระหว่างลำแสงที่หักเหกับเส้นแนวฉาก)

หลักการจำง่าย ๆ
เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดัชนีหักเหน้อยไปมาก (เร็วไปช้า เช่น อากาศไปแก้ว) ลำแสงจะ เบนเข้าหาเส้นแนวฉาก
ในทางกลับกัน เมื่อแสงเดินทางจากดัชนีหักเหมากไปน้อย (ช้าไปเร็ว เช่น แก้วออกสู่อากาศ) ลำแสงจะ เบนออกจากเส้นแนวฉาก

เลนส์ถูกออกแบบให้มีพื้นผิวโค้ง เพื่อบังคับให้เส้นแนวฉากในแต่ละจุดบนผิวเลนส์ทำมุมไม่เท่ากัน เมื่อแสงขนานเดินทางผ่าน จึงเกิดการหักเหที่ควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ


2. เลนส์นูน (Convex Lens): เลนส์รวมแสง

เลนส์นูนมีลักษณะ ตรงกลางหนากว่าขอบ มีหน้าที่สำคัญคือการหักเหแสงขนานให้เบนเข้าหากัน จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เลนส์รวมแสง (Converging Lens)

  • หลักการทำงาน
    เมื่อลำแสงขนานกับแกนมุขสำคัญ (Principal Axis) เดินทางผ่านเลนส์นูน การหักเหสองครั้ง (ตอนเข้าเลนส์และตอนออกจากเลนส์) จะบังคับให้ลำแสงทุกเส้นเบนมาตัดกันที่จุดจุดหนึ่งด้านหลังเลนส์ จุดนี้เรียกว่า จุดโฟกัสจริง (Real Focus: F) โดยระยะห่างจากกึ่งกลางเลนส์ถึงจุดโฟกัสเรียกว่า ความยาวโฟกัส (f) ซึ่งมีค่าเป็นบวก (+)
  • การเกิดภาพ
    ภาพที่ได้จากเลนส์นูนมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างวัตถุกับตัวเลนส์ (s)
ระยะวัตถุ (s)ชนิดของภาพหัวภาพขนาดภาพตัวอย่างการใช้งาน
ไกลมาก (อนันต์)ภาพจริงหัวกลับเป็นจุดที่จุดโฟกัสการรับแสงจากดวงอาทิตย์
มากกว่า 2fภาพจริงหัวกลับเล็กกว่าวัตถุกล้องถ่ายรูป, ดวงตามนุษย์
เท่ากับ 2fภาพจริงหัวกลับเท่ากับวัตถุเครื่องถ่ายเอกสารระบบเลนส์
ระหว่าง f กับ 2fภาพจริงหัวกลับใหญ่กว่าวัตถุเครื่องฉายโปรเจกเตอร์
เท่ากับ fไม่เกิดภาพ (แสงขนานตัดกันที่อนันต์)––สปอตไลต์, ไฟฉาย
น้อยกว่า fภาพเสมือนหัวตั้งใหญ่กว่าวัตถุแว่นขยาย
*(ภาพจริง: แสงตัดกันจริง เอาฉากมารับภาพได้ / ภาพเสมือน: ตาเห็นภาพแต่เอาฉากมารับไม่ได้)*

เลนส์เว้า (Concave Lens): เลนส์กระจายแสง

เลนส์เว้ามีลักษณะ ตรงกลางบางกว่าขอบ มีคุณสมบัติในการทำให้แสงกระจายออกจากกัน จึงเรียกว่า เลนส์กระจายแสง (Diverging Lens)

  • หลักการทำงาน
    เมื่อลำแสงขนานเดินทางผ่านเลนส์เว้า การหักเหจะทำให้ลำแสงถ่างกระจายออกจากกัน หากเราต่อแนวลำแสงที่กระจายตัวออกมาย้อนกลับไปทางด้านหน้าเลนส์ เส้นประสมมุติเหล่านั้นจะไปตัดกันที่จุดจุดหนึ่ง จุดนี้เรียกว่า จุดโฟกัสเสมือน (Virtual Focus: F) โดยค่าความยาวโฟกัส (f) ในการคำนวณทางฟิสิกส์จะติดลบ (-) เสมอ
  • การเกิดภาพ
    ไม่ว่าคุณจะวางวัตถุไว้ที่ระยะใดก็ตามหน้าเลนส์เว้า (ยกเว้นระยะอนันต์) ภาพที่เกิดขึ้นจะมีคุณลักษณะเพียงแบบเดียวเสมอ:
    • เป็น ภาพเสมือน (Virtual Image)
    • มีลักษณะ หัวตั้ง
    • มีขนาด เล็กกว่าวัตถุเสมอ
    • ตำแหน่งภาพจะอยู่หน้าเลนส์ (ข้างเดียวกับวัตถุ) ระหว่างจุดศูนย์กลางเลนส์กับจุดโฟกัส

สมการการคำนวณตำแหน่งและขนาดภาพ (The Thin Lens Equation)

ในการออกแบบระบบออปติกทางวิศวกรรม นักฟิสิกส์ใช้สมการเลนส์บางในการคำนวณตำแหน่งและกำลังขยายของภาพอย่างแม่นยำ

1/f = 1/s + 1/s’

  • f คือ ความยาวโฟกัสของเลนส์ (เลนส์นูนใช้ +, เลนส์เว้าใช้ -)
  • s คือ ระยะวัตถุ (วัดจากวัตถุถึงกึ่งกลางเลนส์ ค่าเป็น + เสมอสำหรับวัตถุจริง)
  • s’ คือ ระยะภาพ (วัดจากภาพถึงกึ่งกลางเลนส์ ค่า + คือภาพจริง, ค่า – คือภาพเสมือน)

และสูตรหากำลังขยายของภาพ (m)

m = y’/y = -s’/s

  • y คือ ความสูงของวัตถุ
  • y’ คือ ความสูงของภาพ
  • ค่า m หากติดลบแสดงว่าเป็นภาพหัวกลับ (ภาพจริง) หากเป็นบวกแสดงว่าเป็นภาพหัวตั้ง (ภาพเสมือน)

สรุปเปรียบเทียบและการประยุกต์ใช้งาน

หัวข้อเลนส์นูน (Convex)เลนส์เว้า (Concave)
รูปร่างขอบบาง กลางหนาขอบหนา กลางบาง
พฤติกรรมต่อแสงรวมแสง (Converging)กระจายแสง (Diverging)
โฟกัส (f)โฟกัสจริง (ค่า +)โฟกัสเสมือน (ค่า -)
คุณสมบัติภาพเกิดได้ทั้งภาพจริงและภาพเสมือน ขนาดเล็ก/เท่า/ใหญ่กว่าวัตถุเกิดเฉพาะ ภาพเสมือน หัวตั้ง ขนาดเล็กกว่าวัตถุ เท่านั้น
การแก้สายตาแก้ไขภาวะ สายตายาว (ช่วยรวมแสงให้ตกถึงจอตาเร็วขึ้น)แก้ไขภาวะ สายตาสั้น (ช่วยกระจายแสงให้ไปตกไกลขึ้นถึงจอตา)
อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันแว่นขยาย, กล้องถ่ายรูป, กล้องโทรทรรศน์, โปรเจกเตอร์แว่นสายตาสั้น, ช่องมองตาแมวที่ประตูห้อง, ช่องมองภาพ (Viewfinder)

ความเข้าใจในกฎของสเนลล์และพฤติกรรมการหักเหของเลนส์ทั้งสองชนิด ไม่เพียงแต่ไขความลับการเดินทางของแสงในธรรมชาติ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างระบบเลนส์อันซับซ้อน ตั้งแต่เซนเซอร์กล้องสมาร์ตโฟนไปจนถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศได้อย่างแม่นยำในทุกวันนี้