PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology เครื่องบินติดปืนกลหนัก AC-130 Gunship ที่ทำงานร่วมกับ Igloo White

เครื่องบินติดปืนกลหนัก AC-130 Gunship ที่ทำงานร่วมกับ Igloo White

Lockheed AC-130 Gunship (โดยเฉพาะรุ่น AC-130A Spectre และ AC-130E Pave Spectre) คือ “นักล่าแห่งรัตติกาล” (Night Hunter) ตัวจริงที่ทำงานประสานกับเครือข่ายเซนเซอร์ของ Operation Igloo White หน้าที่หลักของมันบนเส้นทางโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Trail) ในประเทศลาว คือภารกิจที่เรียกว่า “Truck Hunting” หรือการค้นหาและทำลายขบวนรถบรรทุกขนส่งอาวุธ กระสุน และเสบียงของกองทัพเวียดนามเหนือ (NVA)

GAU-8_meets_VW_Type_1 เครื่องบินติดปืนกลหนัก AC-130 Gunship ที่ทำงานร่วมกับ Igloo White
เครื่องบินกันชิป AC-130 ติดตั้งคลังแสงกราบซ้ายพร้อมระบบตรวจจับกลางคืน

หลักการยิงแบบ Pylon Turn: วงโคจรมรณะ

ต่างจากเครื่องบินโจมตีทั่วไปที่ต้องบินดิ่งโฉบลงมายิงแล้วเชิดหัวขึ้นหนี (Dive and Pull up) ซึ่งทำให้นักบินมีเวลาเล็งยิงเพียงไม่กี่วินาที AC-130 ใช้หลักการบินแบบ Pylon Turn:

  • ติดอาวุธหันออกด้านกราบซ้ายทั้งหมด (Left-Hand Side)
    ปืนและระบบตรวจจับทุกกระบอกได้รับการติดตั้งยื่นออกจากข้างลำตัวฝั่งซ้ายของเครื่องบิน
  • การบินเอียงปีกวนรอบเป้าหมาย (Orbiting)
    นักบินจะเอียงปีกซ้ายทำมุมกดลง แล้วบินวนเป็นวงกลมต่อเนื่องรอบพิกัดเป้าหมาย จุดศูนย์กลางของวงโคจรจะกลายเป็น “เสาเสมือน” (Pylon)
  • การยิงถล่มไม่หยุดหย่อน (Continuous Fire)
    ลำกล้องปืนทุกกระบอกจะชี้ตรงล็อกอยู่ที่เป้าหมายตลอดเวลา ทำให้สามารถสาดกระสุนปืนกลและกระสุนปืนใหญ่ลงจุดเดิมได้อย่างต่อเนื่องนานหลายสิบนาทีโดยไม่ต้องบินวนออกไปตั้งลำใหม่

https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g


วิวัฒนาการเขี้ยวเล็บ: จากปืนกลสู่ปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ ๑๐๕ มม.

ตลอดช่วงสงครามเวียดนาม AC-130 ได้รับการอัปเกรดคลังแสงกราบซ้ายเพื่อเพิ่มระยะยิงและอำนาจทำลายล้าง:

ยุค / รุ่นประจำการ อาวุธประจำกราบซ้าย ลักษณะการใช้งานกับขบวนรถบรรทุก
AC-130A (Project Gunship II) มินิกัน GAU-2/A (๗.๖๒ มม.) ๔ กระบอก และปืนใหญ่อากาศ M61 Vulcan (๒๐ มม.) ๔ กระบอก กวาดล้างทหารคุ้มกันและเจาะห้องเครื่องรถบรรทุก Zil-157 แต่ต้องบินต่ำและเสี่ยงต่อปืน ปตอ.
AC-130A “Surprise Package” มินิกัน ๗.๖๒ มม. ๒ กระบอก, M61 Vulcan ๒๐ มม. ๒ กระบอก และปืนใหญ่ Bofors L/60 (๔๐ มม.) ๒ กระบอก ปืน ๔๐ มม. ให้ระยะยิงที่ไกลขึ้น ยิงกระสุนระเบิดแรงสูงฉีกรถบรรทุกขาดเป็นชิ้น ๆ ได้ในนัดเดียว
AC-130E / H “Pave Spectre” M61 Vulcan (๒๐ มม.) ๒ กระบอก, Bofors (๔๐ มม.) ๑ กระบอก และปืนใหญ่ M102 Howitzer (๑๐๕ มม.) ๑ กระบอก ปืนใหญ่สนาม ๑๐๕ มม. ติดบนเครื่องบิน ช่วยให้ AC-130 บินวนยิงได้จากระดับความสูงเกิน ๗,๐๐๐–๑๐,๐๐๐ ฟุต พ้นระยะยิงหวังผลของปืน ปตอ. ขนาด ๒๓/๓๗ มม. ของข้าศึก

เซนเซอร์ล่าเหยื่อ: ลอกคราบความมืดของป่าทึบ

การที่ขบวนรถบรรทุกเคลื่อนที่เฉพาะเวลากลางคืนและพรางไฟหน้า (ขับโดยใช้ไฟหรี่ใต้ท้องรถหรือมีคนเดินนำ) ไม่สามารถรอดพ้นระบบตรวจจับของ AC-130 ไปได้ เพราะเครื่องบินลำนี้ติดตั้งชุดเซนเซอร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้น:

  • เซนเซอร์ตรวจจับการจุดระเบิด (Black Crow / ASD-5)
    ตรวจจับคลื่นวิทยุความถี่ต่ำที่แผ่ออกมาจากหัวเทียนและระบบจุดระเบิด (Spark Plugs) ของเครื่องยนต์รถบรรทุก Zil-157 ของรัสเซีย แม้ขบวนรถจะดับไฟวิ่งหรือซ่อนอยู่ใต้ร่มไม้หนาทึบ Black Crow สามารถจับสัญญาณและบอกทิศทางให้ปืนเล็งตามได้ทันที
  • กล้องตรวจจับความร้อน (FLIR – Forward Looking Infrared)
    จับความร้อนจากท่อไอเสีย ฝากระโปรงหน้ารถที่เพิ่งวิ่งข้ามเขา หรือแม้กระทั่งรอยยางรถยนต์ที่เสียดสีกับผิวดินจนอุ่น
  • กล้องโทรทัศน์แสงดาวระดับต่ำ (LLLTV – Low-Light-Level TV)
    ขยายแสงจันทร์และแสงดาวเพื่อให้พลปืนและผู้ควบคุมเซนเซอร์มองเห็นภาพคอนทัวร์ของเส้นทางและสิ่งกีดขวาง

ยุทธวิธีการล่าประสานงาน (The Hunter-Killer Loop)

ขั้นตอนการล่าทำลายขบวนรถประสานงานกับศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินดำเนินไปอย่างเป็นระบบ:

๑. รับเป้าหมายจาก Task Force Alpha (นครพนม)
แจ้งพิกัดจากเซนเซอร์ Igloo White ว่าพบขบวนรถกำลังเคลื่อนที่มุ่งหน้าทิศใต้

๒. AC-130 เข้าพื้นที่และเปิดระบบตรวจจับ
เปิดระบบ Black Crow สแกนหาคลื่นหัวเทียนควบคู่กับกล้อง FLIR ส่องหาความร้อน

๓. การล็อกเป้าหมายด้วยคอมพิวเตอร์
ระบบคอมพิวเตอร์คำนวณการเล็งขีปนวิธี (Fire Control Computer) ผสานความเร็วลม มุมเลี้ยว และพิกัดเป้าหมาย

๔. เปิดฉากยิง: “Stop the Lead, Stop the Tail”
ยิงทำลายคันหน้าสุดและคันหลังสุดของขบวนรถ เพื่อปิดหัวและท้าย ขังรถคันอื่น ๆ ไว้ในซอกเขา

๕. กวาดล้างทั้งขบวน
ระดมยิงปืน ๔๐ มม. และ ๑๐๕ มม. จุดชนวนระเบิดน้ำมันและเครื่องกระสุนจนไฟลุกท่วมทั้งหุบเขา


การดวลเดือดกับปืนต่อสู้อากาศยานและจรวด SAM

ภารกิจล่ารถบรรทุกไม่ใช่การยิงเป้านิ่งฝ่ายเดียว กองทัพเวียดนามเหนือได้วางกำลังป้องกันภัยทางอากาศอย่างหนาแน่นตามเส้นทางโฮจิมินห์:

  • รังปืน ปตอ. ควบคุมด้วยเรดาร์
    การปรากฏตัวของปืน ปตอ. ๓๗ มม. และ ๕๗ มม. ที่มีเรดาร์ตรวจจับ ทำให้ AC-130 ต้องติดตั้งกระเปาะรบกวนสัญญาณเรดาร์ (ECM Pods) และยิงเป้าลวง (Chaff/Flares) เพื่อเอาตัวรอด
  • ภัยคุกคามจากขีปนาวุธ SA-7 และ SA-2
    ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ฝ่ายเวียดนามเหนือเริ่มนำจรวดประทับบ่า SA-7 Grail เข้าสู่พื้นที่ ทำให้ AC-130 ต้องติดตั้งแผ่นชีลด์กันความร้อนที่ท่อไอเสียเครื่องยนต์เทอร์โบพรอป Allison T56 และในปีเดียวกัน AC-130E ลำหนึ่งก็ถูกขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานขนาดใหญ่ SA-2 Guideline ยิงตกเหนือทุ่งไหหิน

ผลลัพธ์ทางยุทธการและมรดกสู่ยุคปัจจุบัน

ตามบันทึกของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่า ตลอดช่วงสงคราม AC-130 Gunship สามารถทำลายและสร้างความเสียหายแก่รถบรรทุกของเวียดนามเหนือไปมากกว่า ๑๐,๐๐๐ คัน กลายเป็นอากาศยานที่สร้างความสูญเสียต่อระบบโลจิสติกส์ของข้าศึกได้รุนแรงที่สุดในสมรภูมิอินโดจีน และวางรากฐานการพัฒนาเขี้ยวเล็บต่อเนื่องมาจนถึงรุ่น AC-130J Ghostrider ในยุคปัจจุบัน