วัสดุก่อสร้างและตกแต่งผนังที่ผลิตจากการนำแก้วหนาประกบกันจนเกิดโพรงสุญญากาศหรือความดันต่ำภายใน ก้อนอิฐมีลักษณะโปร่งแสง ทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์หนา (ขนาดมาตรฐานทั่วไป 19 x 19 x 8 ซม.) จุดประสงค์หลักคือการเปิดรับแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารไปพร้อมกับรักษาความเป็นส่วนตัว
จุดเด่นของอิฐแก้ว
- ดึงแสงธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน
แสงธรรมชาติสามารถส่องผ่านเข้ามาในพื้นที่ได้สูงถึง 50–80% (ขึ้นอยู่กับลวดลายและความขุ่นของผิวแก้ว) ช่วยให้ห้องสว่างขึ้นในเวลากลางวันโดยไม่ต้องเปิดไฟ - พรางสายตาและคงความเป็นส่วนตัว
พื้นผิวมีหลากหลายลวดลาย เช่น ลายคลื่นทะเล ลายฟองแก้ว ลายเพชร หรือผิวฝ้า ช่วยหักเหแสงทำให้คนภายนอกมองทะลุเข้ามาเห็นเพียงเงาราง ๆ จึงใช้งานร่วมกับพื้นที่ส่วนตัวได้ดี - ฉนวนกันความร้อนและเสียง
โพรงกึ่งสุญญากาศภายในก้อนแก้วทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีเยี่ยม และช่วยลดทอนเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากกว่ากระจกแผ่นเรียบชั้นเดียว - ทนความชื้นและทำความสะอาดง่าย
พื้นผิวแก้วไม่มีรูพรุน จึงไม่ดูดซึมน้ำ ไม่ขึ้นรา ไม่ผุกร่อน และเช็ดล้างคราบสกปรกออกได้ง่าย เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่เปียกชื้น - ทนไฟและปลอดภัย
เนื้อแก้วหนาและประกบกันสองชั้น ทำให้มีคุณสมบัติต้านทานการลุกลามของเปลวไฟได้ดีกว่าวัสดุโปร่งแสงประเภทพลาสติกหรืออะคริลิก
ข้อจำกัดและข้อควรระวัง
- ไม่สามารถใช้เป็นผนังรับน้ำหนัก (Non-load-bearing Wall)
อิฐแก้วออกแบบมาเพื่อกั้นห้องและตกแต่งเท่านั้น ไม่สามารถรับน้ำหนักโครงสร้าง เสา หรือคานได้เด็ดขาด - ห้ามเจาะหรือยึดตรึงด้วยสกรู
พื้นผิวแก้วไม่สามารถเจาะพุกเพื่อแขวนของ หน่วง หรือยึดจับใด ๆ ได้ เพราะจะทำให้ก้อนแก้วแตกร้าวหรือแตกทั้งแผงทันที - ต้องใช้อุปกรณ์ติดตั้งเฉพาะ
การก่ออิฐแก้วต้องใช้ปูนก่ออิฐแก้วสีขาวโดยเฉพาะ พร้อมกับตัวเว้นระยะ (Spacer) เพื่อคุมแนวร่องยาแนว และต้องเสริมเหล็กเส้นยึดกับโครงสร้างหลักเพื่อความมั่นคงของแผงผนัง - พื้นที่รับแสงต้องระวังความร้อนสะสม
แม้จะมีโพรงฉนวนหน่วงความร้อน แต่หากนำไปก่อในทิศตะวันตกหรือทิศใต้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ แสงแดดจัดอาจสะสมความร้อนเข้ามาในอาคารได้มากกว่าผนังทึบ
การนำไปใช้งานที่เหมาะสม
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผนังช่องแสงในห้องน้ำ พื้นที่โถงบันได ผนังกั้นโซนเปียก-แห้ง ห้องครัว ผนังข้างประตูทางเข้าบ้าน หรือใช้แทรกเป็นแนวร่วมกับผนังอิฐมอญ/อิฐมวลเบา เพื่อดึงแสงสว่างเข้าสู่มุมอับของตัวบ้าน