เมื่อห้องปฏิบัติการ DPAA และนักนิติวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันตัวตนของทหารผู้สูญหายได้อย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์จะสิ้นสุดลง และส่งไม้ต่อเข้าสู่ขั้นตอนแห่งเกียรติยศสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ นั่นคือ กระบวนการส่งมอบร่างอย่างสมเกียรติ (Dignified Transfer) และ พิธีฝังศพเต็มรูปแบบ ณ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน (Arlington National Cemetery) เพื่อส่งนักรบที่พลัดพรากจากบ้านยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษกลับคืนสู่ความสงบนิรันดร์
กระบวนการ Dignified Transfer: การกลับคืนสู่แผ่นดินแม่ในความเงียบสงัด
กองทัพสหรัฐฯ กำหนดให้ใช้คำว่า “Dignified Transfer” (กระบวนการเคลื่อนย้ายอย่างสมเกียรติ) แทนคำว่าพิธีการ (Ceremony) เพื่อเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเคร่งขรึม และความเป็นส่วนตัวสูงสุดของครอบครัวผู้สูญเสีย:
- การอารักขาร่างตลอดเส้นทาง
สำหรับอัฐิของทหารสงครามเวียดนามที่ผ่านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลแล้ว ร่างจะถูกบรรจุในหีบศพไม้ขนาดมาตรฐานอย่างประณีต คลุมด้วยธงชาติสหรัฐฯ (Stars and Stripes) โดยมีนายทหารเกียรติยศ (Honor Guard) แต่งเครื่องแบบเต็มยศร่วมเดินทางคุ้มกันอย่างแนบชิดตลอดทุกเที่ยวบินจนถึงสนามบินปลายทาง - ความเงียบสงัดระดับสมบูรณ์ (Solemn Silence)
ทันทีที่ประตูห้องสัมภาระของเครื่องบินเปิดออก ทุกกิจกรรมรอบลานบินจะหยุดนิ่ง ไม่มีการบรรเลงดนตรี ไม่มีคำกล่าวสุนทรพจน์ มีเพียงเสียงลมและเสียงฝีเท้าที่พร้อมเพรียงของชุดแบกหีบศพ (Carry Team) ประจำเหล่าทัพจำนวน 6 ถึง 8 นาย ซึ่งจะยกหีบศพลงมาอย่างมั่นคง นำขึ้นสู่รถตู้ลำเลียงร่าง โดยมีครอบครัวของทหารและผู้บังคับบัญชาระดับสูงยืนทำความเคารพในความเงียบงัน
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
มุ่งสู่สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน: ที่พำนักสุดท้ายของเหล่าวีรบุรุษ
ครอบครัวของผู้สูญหายมีสิทธิ์เลือกสถานที่ฝังร่าง บางครอบครัวเลือกนำกลับไปฝังร่วมกับบรรพบุรุษในสุสานประจำตระกูล แต่หลายครอบครัวเลือกให้ทำพิธี ณ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน (Arlington National Cemetery) มลรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่ (Killed in Action: KIA) หรือเคยสูญหาย จะได้รับเกียรติจัดพิธีฝังระดับสูงสุด เรียกว่า Full Military Honors ดำเนินการโดยกองพันทหารราบที่ 3 หรือ “The Old Guard” ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ
| องค์ประกอบของพิธี Full Military Honors | รูปแบบธรรมเนียมดั้งเดิม | ความหมายเชิงสัญลักษณ์ |
|---|---|---|
| เกวียนปืนใหญ่โบราณ (The Caisson) | หีบศพคลุมธงชาติตั้งอยู่บนเกวียนปืนใหญ่โบราณ ลากด้วยม้าศึกสีดำหรือสีเทา 6 ตัว | การเคลื่อนพลนำนักรบเข้าสู่สมรภูมิสุดท้าย ผ่านแนวต้นโอ๊กและป้ายหลุมศพหินอ่อนสีขาวนับหมื่นแผ่น |
| ม้าไร้คนขี่ (Riderless Horse) | ม้าศึกสวมอานม้าเปล่า โดยมีรองเท้าบูททหารเสียบกลับด้านอยู่ในโกลนม้า (หันปลายเท้าไปข้างหลัง) | เกียรติยศสำหรับนายทหารสัญญาบัตร เป็นสัญลักษณ์ว่าผู้นำคนนี้ได้มองย้อนกลับไปดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่มีวันกลับมาขี่ม้าตัวนี้อีกต่อไป |
| การยิงสลุต 3 นัด (Three-Volley Salute) | ทหารกองเกียรติยศ 7 นาย ยิงปืนไรเฟิลพร้อมกัน 3 ชุด | ธรรมเนียมสนามรบโบราณ หมายถึงการหยุดพักรบชั่วคราวเพื่อเก็บศพและดูแลผู้บาดเจ็บ |
| เสียงแตรเดี่ยว Taps (24 ตัวโน้ต) | พลแตรเดี่ยว (Bugler) ยืนเป่าบทเพลง Taps ท่ามกลางเนินเขา | สัญญาณปิดไฟเข้านอนของค่ายทหาร และเป็นสัญลักษณ์ของการหลับใหลอย่างสงบนิรันดร์ |
การพับธง 13 ทบ และการส่งมอบถ้อยคำแห่งเกียรติยศ
เมื่อสิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้ายของเพลง Taps ทหารกองเกียรติยศจะเริ่มขั้นตอนอันประณีตและเปี่ยมไปด้วยความหมาย:
การพับธงชาติเป็นรูปสามเหลี่ยม 13 ทบ
ทหารจะคลี่ธงชาติออกจากหีบศพและพับประกบอย่างพิถีพิถัน 13 ทบ โดยไม่ให้ริ้วสีแดงหรือสีขาวโผล่ออกมา เหลือให้เห็นเพียงผืนผ้าสีน้ำเงินเข้มและดวงดาวสีขาวบริสุทธิ์ จากนั้นนายทหารชั้นผู้ใหญ่จะคุกเข่าลงต่อหน้าทายาท ยื่นมอบธงผืนนั้นให้ด้วยสองมือ พร้อมกล่าวถ้อยคำตามธรรมเนียมอย่างนุ่มนวลว่า:“ธงผืนนี้ขอมอบให้ในนามของประเทศชาติและกองทัพ เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนคำขอบคุณอย่างสุดซึ้ง สำหรับความเสียสละและเกียรติยศอันซื่อสัตย์ของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน”
การปิดฉากความค้างคาครึ่งศตวรรษ: เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง
สำหรับครอบครัวของทหารที่สูญหายในสงครามเวียดนามมานานกว่า 50 ปี พิธีนี้คือจุดสิ้นสุดของความคลุมเครือและความเจ็บปวดที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น:
- การปลดเปลื้องภาระทางใจ
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สมาชิกครอบครัวไม่เคยสามารถทำใจยอมรับความสูญเสียได้อย่างแท้จริง เพราะลึก ๆ ยังมีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หรือความกังขาว่าเขายังอาจมีชีวิตอยู่ในค่ายลับแห่งใดแห่งหนึ่ง - หลักฐานรูปธรรมแห่งการกลับบ้าน
เมื่อธงรูปสามเหลี่ยมถูกวางลงบนตักของลูกหลาน มันคือหลักฐานที่จับต้องได้ว่า การเดินทางอันยาวไกลของนักรบผู้สูญหายได้สิ้นสุดลงอย่างสมเกียรติแล้ว และชื่อของเขาจะไม่ใช่เพียงรายชื่อบนกำแพงอนุสรณ์สถานอีกต่อไป แต่คือผู้กล้าที่ได้กลับมานอนหลับใหลอย่างสงบใต้ร่มเงาของแผ่นดินแม่ตลอดกาล