PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology ระบบสัญญาจ้างทหาร (Indenture System) ในยุคสงครามร้อยปี

ระบบสัญญาจ้างทหาร (Indenture System) ในยุคสงครามร้อยปี

ระบบสัญญาจ้างทหาร หรือ Indenture System (ภาษาละติน: Indentura) คือนวัตกรรมทางการทหารและการบริหารจัดการที่พลิกโฉมหน้าสงครามในยุคกลางตอนปลาย โดยเฉพาะในช่วงสงครามร้อยปี (Hundred Years’ War: ค.ศ. 1337–1453) ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส

ระบบนี้เข้ามาแทนที่ระบบเกณฑ์ทหารศักดินาแบบดั้งเดิม (Feudal Levy) ที่จำกัดเวลาเพียง 40 วัน และเปลี่ยนกองทัพยุคกลางให้กลายเป็น “กองทัพทหารรับจ้างกึ่งอาชีพ” ที่บริหารจัดการผ่านสัญญาทางกฎหมายและการเงิน


ที่มาของชื่อ “Indenture”

คำว่า Indenture มาจากคำว่า Dent (ฟันหรือรอยหยัก)

  • กระบวนการทำสัญญา
    สัญญาทางกฎหมายจะถูกเขียนซ้ำ 2 ฉบับลงบนแผ่นหนังสัตว์ (Parchment) แผ่นเดียวกัน
  • การตัดแบบฟันปลา
    เมื่อลงนามแล้ว แผ่นหนังจะถูกตัดแบ่งครึ่งด้วยรอยตัดรูปฟันปลาหยักไปมา (Zigzag / Indented edge)
  • การตรวจสอบความแท้จริง
    กษัตริย์หรือกระทรวงการคลัง (Exchequer) จะเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนแม่ทัพหรือผู้รับเหมาจะเก็บอีกครึ่งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดภารกิจหรือต้องการเบิกจ่ายเงิน ทั้งสองฝ่ายจะนำรอยตัดมาประกบกัน หากฟันปลาขบกันสนิทพอดี ย่อมพิสูจน์ได้ว่าสัญญาไม่ถูกปลอมแปลงหรือแก้ไข

โครงสร้างและสายการบังคับบัญชา

ระบบนี้ทำงานผ่านรูปแบบคล้าย “สัญญารับเหมาช่วง” (Sub-contracting) สองระดับ

  1. สัญญาระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง (Crown to Captain/Noble)
    • กษัตริย์ (เช่น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 หรือพระเจ้าเฮนรีที่ 5) ทำสัญญากับแม่ทัพ ขุนนาง หรืออัศวินผู้มีบารมี เรียกว่า Captain
    • สัญญาระบุชัดเจนว่า Captain ต้องจัดหากำลังพลจำนวนเท่าใด สัดส่วนประเภทใด (เช่น สัดส่วนระหว่างอัศวินต่อพลธนูยาว) ในระยะเวลากี่เดือนหรือกี่ปี
  2. สัญญาระหว่างแม่ทัพกับทหารรายบุคคล (Captain to Retinue)
    • แม่ทัพจะไปทำสัญญาต่อกับอัศวินใต้สังกัด นายกองย่อย หรือทหารอิสระ เพื่อรวมกลุ่มเป็นกองกำลังติดตาม (Retinue) ประจำตัว

ข้อกำหนดสำคัญในเอกสารสัญญา

สัญญา Indenture มีความละเอียดสูงและครอบคลุมมิติทางธุรกิจและการทหารอย่างรอบด้าน

  • ระยะเวลาการรับราชการ
    กำหนดชัดเจน เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี (สามารถต่ออายุได้) ทำให้กษัตริย์สามารถวางแผนทำสงครามทางไกลข้ามช่องแคบอังกฤษและการล้อมเมืองระยะยาวได้
  • อัตราค่าจ้างประจำวัน (Daily Wages)
    มีการกำหนดอัตราค่าตอบแทนตามลำดับยศและทักษะ เช่น
    • เอิร์ล (Earl): 6 ชิลลิง 8 เพนนีต่อวัน
    • อัศวินแบนเนอเร็ต (Banneret): 4 ชิลลิงต่อวัน
    • อัศวินโสด/ชั้นประถม (Knight Bachelor): 2 ชิลลิงต่อวัน
    • ทหารเกราะหนัก/ทหารม้า (Man-at-arms): 1 ชิลลิงต่อวัน
    • พลธนูม้า (Mounted Archer): 6 เพนนีต่อวัน
    • พลธนูเดินเท้า (Foot Archer): 3 เพนนีต่อวัน
  • การขนส่งและเสบียง (Logistics & Shipping)
    สัญญาระบุว่าราชสำนักเป็นผู้ออกค่าเรือข้ามฟากสำหรับคนและม้า รวมถึงกำหนดเงินอุดหนุนล่วงหน้าสำหรับค่าเสบียง (Prest / Advance money)
  • การชดเชยความเสียหาย (Restor equorum)
    สัญญามีระบบ “ประกันภัยม้าศึก” โดยจะมีการประเมินราคาม้าก่อนลงเรือ หากม้าตายในการรบ กษัตริย์จะต้องจ่ายเงินชดเชยคืนให้ตามราคาประเมิน
  • ส่วนแบ่งค่าไถ่และทรัพย์เชลย (Ransom & Spoils of War)
    • กำหนดสัดส่วนกำไรจากการปล้นและจับเชลยอย่างเป็นระบบ โดยทั่วไป กษัตริย์จะได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของทรัพย์ที่แม่ทัพหาได้
    • แม่ทัพก็จะได้ 1 ใน 3 จากทรัพย์ที่ทหารใต้สังกัดจับเชลยได้เช่นกัน
    • หากเชลยเป็นบุคคลสำคัญระดับสูง (เช่น กษัตริย์ฝรั่งเศสหรือเจ้าชาย) กษัตริย์อังกฤษจะมีสิทธิ์ซื้อตัวเชลยนั้นต่อจากผู้จับได้โดยตรง

ขั้นตอนการตรวจรับกำลังพล (The Muster)

ก่อนออกเรือ กองทัพจะต้องผ่านกระบวนการตรวจรับอย่างเข้มงวด

  1. การรวมพลที่ท่าเรือ
    กำลังพลจะเดินทางไปยังท่าเรือหลัก เช่น เซาแทมป์ตัน (Southampton) หรือพอร์ตสมัท (Portsmouth)
  2. การตรวจแถว (Muster & Review)
    ข้าราชการจากสำนักพระคลังหลวงจะถือม้วนรายชื่อ (Muster Roll) ตรวจเช็กทีละคน
  3. เกณฑ์การตรวจ
    ตรวจสอบความสมบูรณ์ของชุดเกราะ คันธนู ลูกธนู ม้าศึก และตรวจสอบว่าจำนวนคนตรงตามสัญญาหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้แม่ทัพเบิกงบผี (Phantom soldiers) เมื่อผ่านการตรวจจึงจะได้รับเงินงวดแรก

ข้อดีและการปฏิวัติการสงคราม

มิติระบบศักดินาเดิม (Feudal Levy)ระบบสัญญาจ้าง (Indenture System)
ระยะเวลาสั้นมาก (จำกัด ~40 วัน)ยาวนานตามสัญญา (6 เดือน – หลายปี)
ความชำนาญชาวบ้านผสมอัศวิน ความพร้อมไม่เท่ากันทหารอาชีพและกึ่งอาชีพ ฝึกฝนต่อเนื่อง
โครงสร้างกองทัพอัศวินมักมีสัดส่วนมากกว่า ไม่สมดุลกษัตริย์กำหนดสัดส่วนได้ (เช่น พลธนู 3 คนต่อทหารม้า 1 คน)
ความภักดีและวินัยผูกกับศักดิ์ศรีและเจ้าที่ดิน มักไม่ฟังคำสั่งผูกกับผลประโยชน์และสัญญาทางกฎหมาย วินัยสูงกว่า

ระบบนี้เป็นปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้กองทัพอังกฤษของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3, เจ้าชายดำ (Black Prince) และพระเจ้าเฮนรีที่ 5 มีประสิทธิภาพเหนือกว่ากองทัพฝรั่งเศสในสมรภูมิครีซี (Crécy), ปัวตีเย (Poitiers) และอาจินคอร์ต (Agincourt) เนื่องจากสามารถคัดเลือกพลธนูยาว (Longbowmen) ฝีมือดีจำนวนมากมาบรรจุเข้าสังกัดได้อย่างเป็นระบบ


ข้อจำกัดและผลกระทบข้างเคียง

แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ Indenture System ก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่

  • ภาระทางการคลังมหาศาล
    กษัตริย์ต้องพึ่งพาภาษีรัฐสภาและการกู้ยืมเงินจากนายธนาคารอิตาลี หากเงินสดขาดมือ กองทัพอาจก่อกบฏหรือปฏิเสธการเดินทัพ
  • ปัญหากองทหารรับจ้างตกงาน (Free Companies)
    เมื่อมีการทำสัญญาพักรบชั่วคราว ทหารรับจ้างเหล่านี้ไม่ได้รับค่าจ้างต่อ จึงรวมกลุ่มเป็นกองโจรตระเวนปล้นสะดมเมืองและชนบททั่วยุโรป สร้างความเสียหายอย่างหนัก
  • ชนวนสู่สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses)
    ระบบนี้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แบบที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า Bastard Feudalism ที่ขุนนางมีเงินจ้างกองทัพส่วนตัว (Private Armies) ตลอดเวลา เมื่อสงครามร้อยปีสิ้นสุดลง ขุนนางอังกฤษจึงนำกองทหารรับจ้างที่เจนศึกเหล่านี้กลับมาทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์กันเองในอังกฤษ