เมื่อพูดถึงการตีปราสาทในยุคกลาง ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเป็นเครื่องเหวี่ยงหินยักษ์ (Trebuchet) หอคอยตีเมือง หรือท่อนซุงกระทุ้งประตู ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์สงครามอังกฤษช่วงต้นศตวรรษที่ 13 มีเหตุการณ์ปิดล้อมปราสาทครั้งสำคัญที่กำแพงหินแกร่งกลับพังทลายลงมาด้วยอาวุธที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือ “ไขมันจากหมู 40 ตัว”
จุดเริ่มต้นที่ปราสาทโรเชสเตอร์ ค.ศ. 1215
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1215 ความขัดแย้งทางการเมืองในอังกฤษปะทุถึงขีดสุด หลังการลงนามในมหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta) เพียงไม่กี่เดือน กลุ่มขุนนางบารอนก่อกบฏและเข้ายึด ปราสาทโรเชสเตอร์ (Rochester Castle) ป้อมปราการหินริมแม่น้ำเมดเวย์ มณฑลเคนต์ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คุมเส้นทางสู่ลอนดอน
พระเจ้าจอห์น (King John) ทรงนำกองทัพมาปิดล้อมปราสาทด้วยพระองค์เอง แต่ปัญหาก็คือ ตัวปราสาทประธาน (Keep) ของโรเชสเตอร์สร้างด้วยหินหนากว่า 3.6 เมตร และสูงถึง 34 เมตร อาวุธตีเมืองยุคนั้นไม่สามารถเจาะทะลุได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสัปดาห์ เสบียงของฝ่ายกบฏเริ่มร่อยหรอจนต้องกินเนื้อม้า แต่หอคอยหินยังคงตั้งตระหง่าน
แผนขุดเจาะใต้ดิน (Undermining)
เมื่อบุกจากข้างบนไม่ได้ กองทัพของพระเจ้าจอห์นจึงเปลี่ยนมาโจมตีจาก “ใต้ดิน”
กลยุทธ์การขุดโพรงใต้ฐานราก (Undermining) เป็นเทคนิควิศวกรรมการทหารโบราณ ทหารช่างจะขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินจนถึงใต้ฐานรากมุมหอคอยปราสาท ขณะที่ขุดเอาดินและหินฐานรากออก พวกเขาจะใช้โครงสร้างและเสาไม้ขนาดใหญ่ค้ำยันเพดานอุโมงค์ไว้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้โครงสร้างด้านบนถล่มลงมาทับคนงาน
โจทย์สำคัญต่อมาคือ: จะทำลายเสาไม้ค้ำยันทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อให้ฐานรากทั้งแถบทรุดตัวได้อย่างไร?
หากจุดไฟเผาด้วยฟืนธรรมดา ควันและออกซิเจนที่ไม่เพียงพอในอุโมงค์แคบใต้ดินจะทำให้ไฟติดช้า ความร้อนไม่สูงพอ และดับลงก่อนที่เสาไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่จะไหม้หมด
พระราชโองการสั่งหมู 40 ตัว
วันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1215 พระเจ้าจอห์นจึงทรงมีจดหมายด่วนที่มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุหลวง ส่งไปยังฮิวจ์ เดอ เนวิลล์ (Hugh de Neville) มีใจความว่า:
“จงเร่งส่งหมูอ้วนที่สุดจำนวน 40 ตัว ชนิดที่ไม่เหมาะจะนำมากิน มาให้เราทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้จุดไฟใต้หอคอย”
ทหารช่างนำหมูอ้วนทั้ง 40 ตัวมาชำแหละ เอาน้ำมันและไขมันปริมาณมหาศาลทาเคลือบเสาไม้ค้ำยันทุกต้น รวมถึงนำไขมันสัตว์และก้อนไขมันหมูไปสุมไว้ทั่วอุโมงค์ใต้หอคอยมุมทิศใต้
ไขมันหมูทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและเชื้อเพลิงธรรมชาติ เมื่อจุดไฟ เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง ความร้อนสูงจัดเผาทำลายเสาค้ำยันจนมอดไหม้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อไม่มีเสาค้ำ ฐานรากหินด้านบนจึงไร้ที่รองรับ ส่งผลให้ มุมหอคอยทั้งแถบพังทลายครืนลงมา เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้กองทัพของพระเจ้าจอห์นบุกทะลวงเข้าไปได้สำเร็จ
ร่องรอยที่ยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
แม้ฝ่ายกบฏจะยังล่าถอยไปสู้ต่อหลังกำแพงกั้นห้องภายในปราสาท แต่สุดท้ายความหิวโหยและความเสียหายก็บีบให้พวกเขายอมจำนนในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1215
ร่องรอยของเหตุการณ์นี้ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา หากไปเยือนปราสาทโรเชสเตอร์ในปัจจุบัน จะสังเกตเห็นความผิดปกติทางสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน:
- หอคอยมุม 3 ด้าน
ยังคงเป็นทรงสี่เหลี่ยมตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมนอร์มันดั้งเดิม - หอคอยมุมทิศใต้
(มุมที่ถล่มลงมา) ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 3 โดยสร้างเป็น “ทรงกลม” เพราะวิศวกรยุคต่อมารู้แล้วว่า หอคอยทรงกลมไม่มีมุมเหลี่ยมให้ขุดโพรงใต้ดินได้ง่ายเหมือนทรงสี่เหลี่ยมอีกต่อไป
เรื่องราวของหมู 40 ตัวจึงไม่ใช่เรื่องเล่าตลกขบขัน แต่เป็นหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์จริงที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมสงครามยุคกลางอย่างแยบยลและเด็ดขาด