หาก QR Code คือทายาทผู้ปราดเปรื่อง “บาร์โค้ด” ( Barcode ) ก็คือบรรพบุรุษผู้บุกเบิกที่เปลี่ยนแปลงระบบโลจิสติกส์และการค้าปลีกของโลกไปตลอดกาล จากความพยายามลดความล่าช้าที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน สู่สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าทุกชิ้นในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นจากความวุ่นวายในซูเปอร์มาร์เก็ต
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1948 เจ้าของร้านชำในฟิลาเดลเฟียต้องการวิธีที่จะบันทึกข้อมูลสินค้าโดยอัตโนมัติเพื่อความรวดเร็วในการเช็คสต็อกและคิดเงิน เขาได้ขอให้สถาบันเทคโนโลยี Drexel ช่วยหาทางออก
เบอร์นาร์ด ซิลเวอร์ ( Bernard Silver ) นักศึกษาในสถาบันนั้นได้ยินเข้า จึงไปปรึกษาเพื่อนของเขาคือ นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์ ( Norman Joseph Woodland ) ทั้งคู่จึงเริ่มภารกิจเปลี่ยนโลกตั้งแต่นั้น
แรงบันดาลใจจาก “รหัสมอร์ส”
วูดแลนด์เล่าว่า ไอเดียแรกเริ่มเกิดขึ้นขณะที่เขานั่งอยู่บนชายหาดในไมอามี เขาใช้นิ้วลากเส้นรหัสมอร์ส ( จุดและขีด ) ลงบนพื้นทราย แล้วจู่ ๆ เขาก็เกิดไอเดียว่า
ถ้าเราขยายจุดและขีดให้ยาวลงมาเป็นเส้นแนวตั้งล่ะ? เราจะได้รหัสที่มีความหนาบางต่างกัน ซึ่งน่าจะใช้เครื่องอ่านได้
เขาและซิลเวอร์ได้รับสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1952 โดยบาร์โค้ดรุ่นแรกสุดมีลักษณะเป็น “วงกลมซ้อนกัน” ( Bullseye Code ) เพื่อให้สามารถสแกนได้จากทุกทิศทาง
ยุคแห่งการบุกเบิกและอุปสรรค
แม้จะมีสิทธิบัตร แต่เทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่เอื้ออำนวย
- เครื่องอ่าน ( Scanner ): ในตอนนั้นใช้หลอดไฟขนาด 500 วัตต์ซึ่งร้อนจนแทบจะเผากระดาษไหม้
- คอมพิวเตอร์: ยังมีขนาดใหญ่ยักษ์และราคาแพงเกินไปสำหรับร้านค้าทั่วไป
เทคโนโลยีบาร์โค้ดจึงถูกแช่แข็งไว้เกือบ 2 ทศวรรษ จนกระทั่งการมาถึงของ เลเซอร์ ( Laser ) และ ไมโครโพรเซสเซอร์ ในช่วงปี 1970
กำเนิดรหัส UPC: มาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1973 คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านรหัสสินค้าของสหรัฐฯ ได้ประกาศรับรองมาตรฐาน UPC ( Universal Product Code ) หรือบาร์โค้ดแบบเส้นตรงที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ซึ่งถูกพัฒนาต่อยอดโดย จอร์จ ลอเรอร์ ( George Laurer ) วิศวกรจาก IBM
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์
วันที่ 26 มิถุนายน 1974 เวลา 8:01 น. สินค้าชิ้นแรกของโลกที่ถูกสแกนบาร์โค้ดเพื่อจำหน่ายคือ หมากฝรั่ง Wrigley’s รส Juicy Fruit ณ ซูเปอร์มาร์เก็ต Marsh ในรัฐโอไฮโอ ( ปัจจุบันหมากฝรั่งชิ้นนั้นถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ Smithsonian )
ความสำคัญของบาร์โค้ดในปัจจุบัน
บาร์โค้ด 1 มิติ ( 1D Barcode ) มีความแข็งแกร่งและยังไม่หายไปไหนด้วยเหตุผลหลัก ๆ
- ความแม่นยำ: ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือ ( Human Error ) จาก 1 ใน 300 ครั้ง เหลือเพียง 1 ในล้านครั้ง
ความเร็ว: ช่วยให้การจัดการคลังสินค้าและระบบขนส่งรวดเร็วขึ้นมหาศาล
ต้นทุนต่ำ: การพิมพ์เส้นสีดำลงบนพื้นขาวแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มสำหรับผู้ผลิต
บทสรุป
จากรอยขีดบนทรายสู่รหัสสากล บาร์โค้ดคือเครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจโลกหมุนไปได้อย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าอย่าง QR Code หรือ RFID แต่บาร์โค้ดแบบเส้นตรงก็ยังคงทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” ของสินค้าทั่วโลกได้อย่างดีเยี่ยมและไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่าย ๆ
อ่านเพิ่มเติม
