ปฏิบัติการซอนเตย์ (Son Tay Raid) หรือชื่อรหัสทางทหารคือ Operation Ivory Coast (ระยะปฏิบัติการจริงใช้รหัส Operation Kingpin) เกิดขึ้นในคืนวันที่ 20–21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970 เป็นหนึ่งในปฏิบัติการจู่โจมพิเศษร่วม (Joint Special Operations) ที่อุกอาจ คมกริบ และสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ แต่กลับถูกขนานนามในเวลาต่อมาว่าเป็น “The Successful Failure” (ความล้มเหลวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม)
เป้าหมายสุดท้าทาย: ล้วงคองูเห่าชานกรุงฮานอย
ค่ายกักกันซอนเตย์ (Sơn Tây) ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เพียงประมาณ 37 กิโลเมตร ท้องฟ้าบริเวณนั้นเต็มไปด้วยเรดาร์เตือนภัย ปืนต่อสู้อากาศยาน และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานพื้นสู่อากาศ SA-2 Guideline ที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และรอบค่ายมีทหารฝ่ายตรงข้ามประจำการอยู่หนาแน่นราว 12,000 นาย
ภารกิจและข่าวกรอง
หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่ามีเชลยศึกชาวอเมริกัน (POWs ส่วนใหญ่เป็นนักบิน) ถูกคุมขังอยู่ที่นี่ราว 60–70 นาย แผนการคือการบินฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปกลางดึก บุกยึดค่าย นำเชลยศึกทุกคนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วบินหนีออกมาก่อนที่กำลังเสริมของข้าศึกจะรู้ตัว
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
กองกำลังผสมและจุดเริ่มต้นบินขึ้นจากประเทศไทย
หน่วยจู่โจมประกอบด้วยทหารรบพิเศษ Green Berets (US Army Special Forces) จำนวน 56 นาย นำโดย พ.อ. อาเธอร์ ดี. “บูล” ไซมอนส์ (Col. Arthur D. “Bull” Simons) ร่วมกับนักบินและพลร่มกู้ภัย USAF Pararescue (PJ) โดยฝึกซ้อมจำลองค่ายจริงนับร้อยรอบ
- ฐานบินต้นทางในประเทศไทย
ฝูงบินกู้ภัยทั้งหมดบินขึ้นจาก ฐานทัพอากาศอุดร และ ฐานทัพอากาศตาคลี ในประเทศไทย บินลัดเลาะข้ามลาวเข้าสู่เวียดนามเหนือ - โครงสร้างอากาศยานในภารกิจ
MC-130 Combat Talon บินนำทางด้วยเรดาร์ตรวจภูมิประเทศระดับต่ำ, A-1 Skyraider บินคุ้มกันทำลายหอคอยยาม, F-105 Wild Weasel บินล่อเป้าทำลายฐานขีปนาวุธ SAM, HH-53 Super Jolly Green Giant จำนวน 5 ลำสำหรับคุ้มกันและรับเชลยศึก และ HH-3E Jolly Green Giant (รหัส Banana 1) จำนวน 1 ลำ
ยุทธวิธี “สละ ฮ. พลีชีพ” ลงกลางลานค่าย
เนื่องจากลานกลางค่ายกักกันซอนเตย์แคบมาก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและต้นไม้ใหญ่ เฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ไม่สามารถลงจอดได้ ผู้วางแผนจึงตัดสินใจใช้ยุทธวิธีระห่ำ:
| ขั้นตอนปฏิบัติการ | รายละเอียดเชิงยุทธวิธี | ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น |
|---|---|---|
| Crash-Landing by Design | ส่ง HH-3E บรรทุกชุดจู่โจมหลัก 14 นาย พุ่งชนกระแทกลงกลางลานแคบ ๆ จงใจให้ใบพัดฟาดต้นไม้และหลังคาจนหักสะบั้นเพื่อหยุดเครื่อง | ทหารดีดตัวออกจากซาก ฮ. ภายในไม่กี่วินาที พร้อมตะโกนผ่านโทรโข่งแจ้งเตือนเชลยศึก |
| การลงผิดจุดที่กลายเป็นผลดี | ฮ. HH-53 ของ พ.อ. Simons บินลงผิดจุดไปลงที่ค่ายทหารข้างเคียงซึ่งเป็นค่ายเสริมของข้าศึก | หน่วย Green Berets ยิงถล่มตัดกำลังเสริมของข้าศึกไปหลายสิบนายโดยบังเอิญ ก่อนรีบขึ้น ฮ. มาสมทบที่ค่ายหลัก |
| การทำลายซากอากาศยาน | ติดตั้งระเบิดทำลายซาก ฮ. HH-3E ที่ชนกระแทกลานกลางค่ายทิ้งทันที | ป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีและชิ้นส่วนของกองทัพตกไปอยู่ในมือของข้าศึก |
จุดหักมุม 27 นาที: “Negative POWs”
หลังจากชุดจู่โจมเคลียร์ห้องขังทุกห้องอย่างรวดเร็ว เสียงวิทยุที่ไม่มีใครอยากได้ยินก็ดังขึ้น: “Negative POWs” (ไม่มีเชลยศึกอยู่ที่นี่แม้แต่คนเดียว)
ความจริงถูกเปิดเผยว่า เวียดนามเหนือได้ย้ายเชลยศึกทั้งหมดออกจากค่ายไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1970 (ประมาณ 4 เดือนก่อนหน้านั้น) เนื่องจากแม่น้ำใกล้เคียงเกิดน้ำท่วมใหญ่จนบ่อน้ำดื่มเน่าเสีย ผู้การ Simons จึงสั่งถอนกำลังทันที ปฏิบัติการภาคพื้นดินทั้งหมดใช้เวลาเพียง 27 นาที ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่นายเดียว และฝูงบินทั้งหมดพากำลังพลกลับสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัย
ทำไมจึงเป็น “ความล้มเหลวที่ประสบความสำเร็จ”?
ในทางข่าวกรอง ภารกิจนี้ล้มเหลวเพราะส่งกำลังเข้าไปชิงคนที่ไม่มีอยู่ แต่ในทางจิตวิทยาและยุทธศาสตร์ มันส่งผลสะเทือนอย่างมหาศาล:
- ขวัญกำลังใจของเชลยศึกพุ่งสูงสุด
เมื่อข่าวการบุกจู่โจมแพร่กระจายไปถึงหูเชลยศึกในค่ายอื่น ๆ พวกเขารับรู้ทันทีว่าประเทศชาติไม่เคยทอดทิ้ง และพร้อมส่งหน่วยรบพิเศษบินข้ามประเทศมาช่วยถึงหน้าบ้านข้าศึก - สภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึกดีขึ้นทันที
รัฐบาลเวียดนามเหนือหวาดกลัวว่าสหรัฐฯ จะส่ง ฮ. มาบุกซ้ำอีก จึงตัดสินใจ ยุบค่ายย่อย ๆ ในป่าทิ้ง แล้วย้ายเชลยศึกทั้งหมดมารวมกันในเรือนจำฮานอยฮิลตัน (Hoa Lo Prison) ทำให้เชลยได้มาอยู่รวมกัน เลิกถูกขังเดี่ยว และได้รับการดูแลที่ดีขึ้นจนกระทั่งสงครามสิ้นสุด - ต้นแบบหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม (JSOC)
ปฏิบัติการ Son Tay กลายเป็นตำราหลักสูตรต้นแบบในการฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมยุคใหม่ของสหรัฐฯ ทั้งเทคนิคการบินกลางคืนระดับต่ำและการประสานงานข้ามเหล่าทัพ