ก่อนที่ผืนป่าของเวียดนามจะถูกโปรยด้วยฝนเหลือง หรือท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยฝูงบินรบและเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย จุดเริ่มต้นทั้งหมดที่ลากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเข้าสู่วังวนสงครามที่ยาวนานและนองเลือดที่สุด มีรากฐานมาจากกรอบความคิดทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงกรอบเดียว นั่นคือ “ทฤษฎีโดมิโน” (Domino Theory) แนวคิดความมั่นคงในยุคสงครามเย็นที่เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างจะล้มพับตามไปด้วยเหมือนตัวโดมิโนที่วางเรียงแถว
กำเนิดทฤษฎีโดมิโน: วิสัยทัศน์ของไอเซนฮาวร์ ค.ศ. 1954
คำเปรียบเทียบเรื่องตัวโดมิโนถูกหยิบยกขึ้นมาสู่เวทีระดับโลกอย่างเป็นทางการโดย ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1954 ในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสกำลังเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง
คำแถลงประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ
“คุณมีแถวของตัวโดมิโนตั้งเรียงกันอยู่ คุณผลักตัวแรกให้ล้ม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวสุดท้ายคือความแน่นอนว่ามันจะล้มลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน” สำหรับสหรัฐฯ หากอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) ล้มลงเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศรอบข้างอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และฟิลิปปินส์ จะล้มตามไปทั้งหมด จนกระทั่งปิดล้อมแนวป้องกันทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรเลีย
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
ปฐมบทความขัดแย้ง: จากเดียนเบียนฟูสู่เส้นขนานที่ 17
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเวียดนามจึงกลายเป็นตัวโดมิโนตัวแรก ต้องย้อนมองลำดับเหตุการณ์แตกหักหลังสงครามโลกครั้งที่สอง:
- ความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu 1954)
กองทัพเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์และนายพลหวอเงวียนซาป เอาชนะกองทัพอาณานิคมฝรั่งเศสอย่างเด็ดขาด ยุติการปกครองของฝรั่งเศสในอินโดจีน - ข้อตกลงเจนีวา (Geneva Accords 1954)
กำหนดให้แบ่งประเทศเวียดนามออกเป็นสองส่วนชั่วคราวตาม เส้นขนานที่ 17 (17th Parallel) โดยเวียดนามเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และเวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก พร้อมกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อรวมชาติภายในปี 1956 - การปฏิเสธการเลือกตั้งและการกำเนิดเวียดกง
สหรัฐฯ และรัฐบาลเวียดนามใต้ของโงดิญเดียม (Ngo Dinh Diem) ปฏิเสธการจัดเลือกตั้งรวมชาติ เพราะตระหนักดีว่าพรรคคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์จะชนะอย่างถล่มทลาย จุดชนวนให้เกิดการจัดตั้งแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ (NLF) หรือ “เวียดกง” เพื่อทำสงครามกองโจรโค่นล้มรัฐบาลไซง่อน
ชนวนระเบิดเปิดศึกเต็มรูปแบบ: วิกฤตการณ์อ่าวตังเกี๋ย (ค.ศ. 1964)
จากเดิมที่สหรัฐฯ ส่งเพียงเงินทุน อาวุธ และ “ที่ปรึกษาทางทหาร” เข้าไปช่วยฝึกรบ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบคือเหตุการณ์ทางทะเลในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1964:
| มิติเหตุการณ์ | รายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ | ผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ |
|---|---|---|
| เหตุการณ์เรือพิฆาต USS Maddox | สหรัฐฯ อ้างว่าเรือพิฆาตตรวจการณ์ถูกเรือตอร์ปิโดของเวียดนามเหนือยิงโจมตีในน่านน้ำสากลของอ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin) สองครั้งติด ๆ กัน | เป็นข้ออ้างให้รัฐบาลวอชิงตันตอบโต้อย่างชอบธรรม |
| มติอ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin Resolution) | สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านมติรับรองด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (LBJ) | เปรียบเสมือน “เช็คเปล่า” ที่อนุญาตให้ส่งกำลังทหารบก ทหารเรือ และเครื่องบินรบเข้าร่วมรบโดยไม่ต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ |
| การเริ่มต้นส่งกองทหารราบและทิ้งระเบิด | เริ่มต้นปฏิบัติการทิ้งระเบิดขนานใหญ่ Operation Rolling Thunder และส่งนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยกพลขึ้นบกชุดแรกที่ดานังในปี 1965 | เปลี่ยนสถานะจากสงครามกลางเมืองภายในให้กลายเป็นสงครามตัวแทนเต็มรูปแบบของมหาอำนาจสงครามเย็น |
บทบาทของไทย: โดมิโนตัวสำคัญและ “เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม”
ภายใต้กรอบทฤษฎีโดมิโน ประเทศไทย ถูกมองว่าเป็นด่านหน้าสำคัญที่สุดในการยับยั้งการคืบคลานของคอมมิวนิสต์ไม่ให้ทะลักลงสู่คาบสมุทรมลายู:
- ฐานทัพอากาศร่วมของสหรัฐฯ ในไทย
ไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานบินยุทธศาสตร์ เช่น อู่ตะเภา โคราช ตาคลี อุดร และอุบล กลายเป็นฐานส่งเครื่องบิน B-52 และ F-4 เข้าไปทิ้งระเบิดในอินโดจีนมากกว่า 70–80% ของเที่ยวบินทั้งหมด จนไทยได้รับฉายาว่า “เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม” - การส่งกำลังพลไทยร่วมรบ
รัฐบาลไทยส่งทหารเสือพราน กองกำลังจงอางศึก และกองพลทหารอาสาสมัคร (กองพลเสือดำ) ข้ามไปรบในเวียดนามและลาว เพื่อยันข้าศึกไว้นอกบ้านตามยุทธศาสตร์สกัดโดมิโน - จุดกำเนิดมรดกเคมี
ความหวาดกลัวว่าโดมิโนไทยจะล้ม ทำให้มีการนำสารเคมีในตระกูล Rainbow Herbicides ทั้งฝนเหลืองและสารอื่น ๆ มาทดลองที่สะแกราช และฉีดพ่นรอบแนวรั้วฐานทัพอากาศในไทยเพื่อป้องกันการซุ่มโจมตี
ทฤษฎีโดมิโนจึงไม่ใช่เพียงทฤษฎีการเมืองบนหน้ากระดาษ แต่มันคือเข็มทิศกำหนดนโยบายที่ผลักดันให้สหรัฐฯ ทุ่มทรัพยากร ทหารหลายล้านนาย อาวุธเคมี และระเบิดนับล้านตันลงสู่ผืนดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นปฐมบทของโศกนาฏกรรมสงครามเวียดนามทั้งหมดที่ตามมา