PlusMagi's Blog By Pitt Phunsanit Technology คาง (Chin) ทางกายวิภาคศาสตร์ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์ยุคปัจจุบัน (Homo sapiens) เพียงสปีชีส์เดียวในโลก

คาง (Chin) ทางกายวิภาคศาสตร์ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์ยุคปัจจุบัน (Homo sapiens) เพียงสปีชีส์เดียวในโลก

แม้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นจะมีขากรรไกรล่าง แต่ไม่มีสัตว์ชนิดใดเลยที่มีโครงสร้างยื่นนูนออกมาเป็น “คาง” เหมือนมนุษย์ แม้กระทั่งญาติใกล้ชิดที่สุดอย่างชิมแปนซี หรือมนุษย์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่าง นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) และ โฮโม อีเรกตัส (Homo erectus) ขากรรไกรล่างของพวกมันจะลาดเอียงถอยกลับไปด้านหลังทันทีใต้แนวฟัน


ทำไมถึงนับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมนุษย์?

ในทางกายวิภาคศาสตร์ คางของมนุษย์ไม่ได้หมายถึงแค่ปลายใบหน้าส่วนล่าง แต่หมายถึง Mental protuberance ซึ่งคือส่วนของกระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible) ที่ปูดนูนยื่นออกไปข้างหน้าพ้นแนวระนาบของฟันล่าง

  • สัตว์อื่นและไพรเมต
    กระดูกขากรรไกรล่างจะลาดถอยไปทางคอ (Sloping backwards)
  • มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
    ใบหน้าส่วนกลางยื่นไปข้างหน้า แต่ไม่มีส่วนนูนของกระดูกคางยื่นออกมา
  • มนุษย์ปัจจุบัน (Homo sapiens)
    มีแนวกระดูกคางคว่ำเป็นรูปตัว T คว่ำ ยื่นล้ำหน้าแนวฟันอย่างชัดเจน

ทำไมมนุษย์ถึงมีคาง? (ปริศนาทางวิวัฒนาการ)

นักมานุษยวิทยาและนักชีววิทยาเสนอสมมติฐานหลักๆ ไว้ 3 แนวคิด ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน

  • ผลพลอยได้จากการหดตัวของใบหน้า (Byproduct of Facial Retraction)
    ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบันมองว่าคางไม่ได้วิวัฒนาการขึ้นมาเดี่ยว ๆ แต่เป็นผลข้างเคียง (Spandrel) เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟทำอาหารและประดิษฐ์เครื่องมือ เนื้ออาหารจึงนิ่มลง ฟันและกระดูกขากรรไกรหดเล็กลงอย่างรวดเร็วเพื่อปรับสมดุลกับกะโหลกศีรษะ แต่กระดูกฐานล่างสุดหดตัวช้ากว่า จึงทิ้งส่วนที่ยื่นออกมากลายเป็นคาง
  • การรับแรงเค้นจากการเคี้ยวหรือการพูด (Mechanical Stress)
    สมมติฐานเดิมเชื่อว่าคางทำหน้าที่เป็นโครงเสริมความแข็งแรง (Buttress) ให้กระดูกขากรรไกรล่าง เพื่อรับแรงเค้นขณะบดเคี้ยวอาหาร หรือรับแรงสั่นสะเทือนจากการใช้กล้ามเนื้อลิ้นในการพูดคุย ทว่างานวิจัยชีวกลศาสตร์ยุคใหม่พบว่าแรงเค้นในบริเวณดังกล่าวไม่ได้สูงพอที่จะจำเป็นต้องมีคางรองรับ
  • การคัดเลือกทางเพศ (Sexual Selection)
    ลักษณะรูปทรงของคาง (เช่น คางเหลี่ยมกว้างในเพศชาย หรือคางเรียวในเพศหญิง) มีบทบาทต่อความดึงดูดทางเพศและระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน จึงอาจถูกขับเคลื่อนผ่านการเลือกคู่ครองในวิวัฒนาการ