สำหรับทหารผ่านศึกไทยที่เคยไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม (รวมถึงกองกำลังจงอางศึกและกองพลเสือดำ) หรือทหารไทยที่ประจำการตามฐานทัพอากาศร่วมในประเทศ สิทธิประโยชน์และการดูแลมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง ระบบสวัสดิการของไทย กับ การเรียกร้องความรับผิดชอบเฉพาะโรคจากสารเคมี ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเยียวยาผลกระทบจากสงคราม
ระบบการดูแลของไทยผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)
ในระบบราชการไทย ไม่มีกฎหมายหรือกองทุนเฉพาะที่ระบุคำว่า “เงินชดเชยสารเคมีฝนเหลืองหรือ Agent Orange” โดยตรงเหมือนกับกฎหมาย PACT Act ของสหรัฐฯ การดูแลทหารผ่านศึกจึงดำเนินตามกรอบสิทธิและสวัสดิการทั่วไปตามชั้นบัตร
- สถานะชั้นบัตรทหารผ่านศึก
ทหารไทยที่ผ่านการรบในสงครามเวียดนามจะได้รับสถานะเป็นทหารผ่านศึกนอกประจำการ (บัตรชั้นที่ 2, 3 หรือ 4) ขึ้นอยู่กับบทบาทและเหรียญตราที่ได้รับ หากได้รับบาดเจ็บหรือพิการจนทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม จะได้รับสิทธิ์ปรับเป็นทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ 1 - สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล
ได้รับการรักษาพยาบาลฟรีหรือเบิกจ่ายได้ตามสิทธิ์ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก หรือสถานพยาบาลของรัฐในเครือข่าย พร้อมเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลรายปีสำหรับตนเองและครอบครัวตามระเบียบ อผศ. - เงินสวัสดิการและการดำรงชีพ
ได้รับเงินเลี้ยงชีพรายเดือนหรือเงินช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้ที่ทุพพลภาพหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ สิทธิ์ลดหย่อนค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ และเงินสงเคราะห์การศึกษาบุตร
https://www.youtube.com/watch?v=F_fW7B3Xf3g
ปมปัญหา: โรคเรื้อรังจากสารเคมีที่ขาดการรับรองเฉพาะทาง
จุดตัดสำคัญที่ทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามของไทยเผชิญคือ ภาระการพิสูจน์สาเหตุของโรค (Causation) ที่แทบเป็นไปไม่ได้ในระบบราชการเดิม
การขาดระบบข้อสันนิษฐานอัตโนมัติ (Presumption)
ในสหรัฐฯ หากทหารป่วยเป็นมะเร็ง เบาหวานชนิดที่ 2 หรือพาร์กินสัน รัฐบาลจะสันนิษฐานทันทีว่าเกิดจากฝนเหลืองและจ่ายเงินชดเชยก้อนโต แต่ในระบบไทย เมื่อทหารผ่านศึกป่วยเป็นมะเร็งหรือเบาหวานในวัยชรา ระบบจะมองว่าเป็น “โรคเรื้อรังตามวัย” ไม่ได้มีกลไกทางนิติวิทยาศาสตร์หรือระเบียบทางทหารที่จัดว่าโรคนั้นเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการสัมผัสสารเคมีสงคราม จึงไม่ได้รับเงินชดเชยพิเศษเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิทธิ์รักษาตามปกติ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีโครงการวิจัยติดตามผลระยะยาวระดับชาติ (Longitudinal Study) เพื่อสำรวจว่า ทหารไทยกลุ่มจงอางศึก เสือดำ หรือคนงานไทยตามฐานทัพอากาศร่วม มีอัตราการเกิดโรคจากสารไดออกซินสูงกว่าประชากรทั่วไปเท่าใด ข้อมูลทางระบาดวิทยาจึงยังคงขาดหายไป
ทหารไทยมีสิทธิ์ขอรับเงินชดเชยจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่?
คำตอบตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศคือ “ไม่สามารถทำได้”
| ประเด็นข้อเรียกร้อง | สถานะทางกฎหมาย | ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| กฎหมาย PACT Act และสิทธิ VA | จำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคลากรในสังกัดกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Service Members) เท่านั้น | แม้ทหารไทยจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และสูดดมสารเคมีชนิดเดียวกัน แต่ไม่สามารถยื่นขอรับเงินบำนาญชดเชยจากสหรัฐฯ ได้ |
| การฟ้องร้องภาคเอกชนผู้ผลิตสารเคมี | การฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) กับบริษัทยาและสารเคมี เช่น Dow Chemical หรือ Monsanto | ทหารผ่านศึกชาติพันธมิตรบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เคยได้รับการยอมความนอกศาล แต่สำหรับทหารไทยไม่ได้มีการรวมกลุ่มฟ้องร้องในระดับนานาชาติที่สัมฤทธิ์ผล |
การดูแลทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามในไทยจึงยังคงอยู่ในกรอบ ระบบสวัสดิการสังคมและการรักษาพยาบาลทหารผ่านศึกแบบองค์รวม แต่ในแง่ของความยุติธรรมและค่าชดเชยความเสียหายจากอาวุธเคมีโดยเฉพาะ สิ่งนี้ยังคงเป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างตรงจุดเหมือนที่ทหารผ่านศึกชาวอเมริกันได้รับ